วันที่ 26 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา โลกโซเชียลได้มีการแชร์เรื่องราวความประทับใจ เมื่อมี 3 พี่น้องชาวอเมริกัน ได้แก่ นายราอูล ลาร์เมียร์ บัตแลนด์ อายุ 66 ปี นางลิซ่ารี พาวเวลล์กูลด์ อายุ 63 ปี และนายมาร์ค เจมส์ บัตแลนด์ อายุ 62 ปี เดินทางมาที่ จ.อุบลราชธานี และเข้าขอความช่วยเหลือจากผู้สื่อข่าวให้ช่วยตามหา นายพูน ไม่ทราบชื่อจริง นามสกุล พงษ์อารีย์ ซึ่งทั้ง 3 คน บอกว่า นายพูน เป็นผู้ที่มีพระคุณและเคยช่วยชีวิตไว้เมื่อสมัยสงครามเวียดนาม ปี 1971 หรือเมื่อ 54 ปีก่อน
นายมาร์ค เปิดเผยว่า นายเคนเนธ พ่อของตนเป็นทหารของกองทัพสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ สมัยสงครามเวียดนาม ปี 1971 ต้องเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ที่ จ.อุบลราชธานี ตนและครอบครัวจึงได้เดินทางมาตามอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี
นายมาร์ค กล่าวต่อว่า พ่อได้พบกับ นายพูน และครอบครัวที่ จ.อุบลราชธานี นายพูน ได้ช่วยเหลือครอบครัวของตน หาที่อยู่ให้และดูแลตนและครอบครัวตลอดระยะเวลาที่อยู่ จ.อุบลราชธานี นานถึง 13 เดือน ก่อนที่ตนและครอบครัวจะเดินทางกลับสหรัฐฯ
นายมาร์ค กล่าวอีกว่า ครั้งหนึ่งตนและครอบครัวได้รับเกียรติให้เป็นแขกในงานแต่งงานที่ สปป.ลาว ตอนนั้นครอบครัวถูกทหารเวียดกงเข้ามาหาเรื่องและพยายามใช้อาวุธมีดเข้ามาทำร้ายตนกับครอบครัว นายพูน ได้เข้าไปขวาง ดึงครอบครัวตนออกจากที่เกิดเหตุ ภรรยาของ นายพูน จึงพาตนและครอบครัวไปหลบซ่อนที่วัดแห่งหนึ่ง

เมื่อกลุ่มเวียดกงเหล่านั้นกลับไป นายพูน จึงได้รีบพาตนและครอบครัวออกจาก สปป.ลาว ทันที และในตอนเช้ากลุ่มชายชาวเวียดกงก็ยกพวกกลับมาค้นหาครอบครัวของตน เพื่อหวังจะx่า แต่ตนได้หนีกลับออกมาได้ก่อน นั่นคือการช่วยชีวิตครั้งแรก และเมื่อตอนเข้าเรียนที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในตัวอำเภอเมืองอุบลราชธานี นายพูน ซึ่งเป็นนักมวยอยู่แล้วได้สอนวิชามวยไทยให้ป้องกันตัว พวกตนได้วิชาไว้ป้องกันตัวมาจนถึงทุกวันนี้
ต่อมา ปี 1972 ตนและครอบครัวได้กลับไปประเทศสหรัฐอเมริกา และไม่ได้ติดต่อกับครอบครัวของ นายพูน อีกเลย จากนั้นพ่อและแม่ของตนก็เสียชีวิต ตนและพี่น้องทั้ง 3 คน ยังคงรักและคิดถึง นายพูน และครอบครัวเสมอจนเวลาผ่านมา 53 ปี พี่น้องทั้ง 3 คนจึงได้ตัดสินใจเดินทางกลับมาที่ จ.อุบลราชธานี ตามหา นายพูน เพื่อแทนบุญคุณ แต่ตนคิดว่าเป็นภารกิจที่ยากมาก เพราะ นายพูน อาจจะไม่อยู่แล้ว
เมื่อทราบเรื่องดังกล่าว น.ส.พิศทยา ไชยสงคราม นายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี ได้มีการให้ข้อมูลว่า นายพูน ยังมีชีวิตอยู่ ขณะนี้อายุ 80 ปี อยู่ที่ อ.กันรารมย์ จ.ศรีสะเกษ จากนั้น ทั้ง 3 คน ก็ได้เดินทางไปที่บ้านของ นายพูน เมื่อพบหน้า ต่างคนต่างจำกันได้ แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 50 ปี ทุกคนต่างดีใจจนร้องไห้ทั้ง 2 ครอบครัว ฝ่าย นายพูน ได้ผูกข้อมือรับขวัญตามประเพณีอีสาน และ 3 พี่น้องชาวอเมริกันก็ได้นำตัว นายพูน ไปตรวจร่างกายรักษาดวงตาที่เป็นต้อกระจก และหูที่ไม่ค่อยได้ยิน
นายมาร์ค กล่าวว่า ครอบครัวของตนไม่เคยลืม นายพูน จำความเมตตาของ นายพูน ได้เสมอ ตนนับถือเสมือนพี่ชายของพ่อ นั่นแหละคือแรงผลักดันที่อยากตามหา อยากขอบคุณ และอยากกลับมาเจอกันอีกครั้ง ตนเสียใจที่ปล่อยให้เวลามานานถึง 53 ปี มันเป็นเวลาที่นานมาก แต่พวกตนไม่เคยลืม นายพูน เลยอยากจะขอบคุณชาวอุบลราชธานี ที่ดูแลพวกตนเป็นอย่างดี

และในการกลับมาครั้งนี้ หลังจากที่ผ่านไป 53 ปี ตนไม่รู้เลยว่าจะพบกับสิ่งที่ตามหาหรือไม่ ไม่รู้ว่าจะต้องคาดหวังอะไร แต่ผู้คนอุบลฯ หัวใจแบบไทยๆ ที่นี่ยังเหมือนเดิมตนรู้สึกได้ ตนมั่นใจในความรู้สึกนั้นมันเหมือนครอบครัว มันเหมือนบ้าน พวกเรา 3 พี่น้องรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่งต่อคนไทยทุกคนที่ช่วยเราตามหา นายพูน เพราะตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะสำเร็จ มันเหมือนการหวังในสิ่งที่เป็นไปได้ยากมาก เพราะเวลามันผ่านมานานเหลือเกิน เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะสะกดนามสกุลของเขาอย่างไร ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าใช้นามสกุลจริงหรือเปล่า และสุดท้ายเราก็รู้ว่า เราเรียกเขาว่า พูน ซึ่งเป็นชื่อเดิม แต่ปัจจุบันเขาใช้ชื่อว่า ขวัญ ดังนั้นโอกาสที่จะเจอแทบจะเป็นศูนย์แต่เราก็โชคดีมากที่สามารถทำได้
นาทีที่ตนทราบว่าเจอ นายพูน แล้ว ตอนนั้นตนนอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาล ขาหัก นายกเทศมนตรีเข้ามาเอาโทรศัพท์มาให้ และในสายคือ นายพูน ทันทีที่เห็นหน้าตนรู้เลย นั่นคือพูน มันเป็นช่วงเวลาที่สะเทือนอารมณ์มาก 53 ปีแล้ว ที่ตนไม่ได้เห็นใบหน้านั้น แต่จำได้ทันที พี่สาว พี่ชาย ทุกคนรู้ทันทีนั่นแหละคือช่วงเวลาที่เราหาเขาเจอ เขาน่าทึ่งมากจริงๆ พวกตนได้มีโอกาสเจอกันและได้ตอบแทนบุญคุณ นายพูน ที่คอยดูแลพวกตนช่วงที่อยู่ จ.อุบลราชธานี วันนี้พวกเราจึงได้พา นายพูน มาตรวจร่างกายและรักษาเรื่องการมองเห็น การได้ยิน และโรคประจำตัวต่างๆ

นายพูน กล่าวว่า ตนได้มาเจอกับพ่อของมาร์ค ช่วงที่มาประจำการที่สนามบินอุบลราชธานี สมัยสงครามเวียดนาม ตอนนั้นตนมีอาชีพปั่น 3 ล้อรับส่งคน พ่อของมาร์คก็ชวนตนมาทำงานด้วย เพราะมาร์คและพี่ชาย พี่สาว ตอนนั้นยังเด็ก ตนต้องคอยดูแลหาข้าวหาน้ำให้กิน
รู้สึกดีใจ ภูมิใจมากที่ทั้ง 3 คน ไม่ลืมตน ยังกลับมาตามหา ทั้งที่ผ่านไปตั้งหลายสิบปี ไม่คิดไม่ฝันว่าทั้ง 3 คนจะกลับมาตามหา เพราะตนย้ายมาอยู่ที่ อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ แต่มาร์คและพี่ชาย ไปตามหาที่ จ.อุบลราชธานี เป็นสัปดาห์ถึงมาหาเจอกัน ตอนที่เจอกันต่างคนต่างเข้ามากอดกันร้องไห้กันหมดดีใจที่ได้มาเจอ ขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยตามหา ทำให้ตนและครอบครัวของมาร์คได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง