เปิด 5 เรื่องจริงเกี่ยวกับ ไวรัสนิปาห์ ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้
ข่าวสังคม - โซเชียล

เปิด 5 เรื่องจริงเกี่ยวกับ ไวรัสนิปาห์ ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา เพจเฟศบุ๊ก หมอเจด ได้โพสต์ให้ความรู้เกี่ยวกับ ไวรัสนิปาห์ ระบุว่า 5 เรื่องจริงเกี่ยวกับไวรัสนิปาห์ ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้

ช่วงนี้หลายคนเริ่มได้ยินชื่อ ไวรัสนิปาห์ มากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว เป็นแค่ข่าวต่างประเทศ ความจริงคือ ไวรัสตัวนี้ถูกจัดเป็นเชื้ออันตรายระดับสูง เพราะอัตราการเสียชีวิตสูง ติดจากสัตว์สู่คนได้ และติดจากคนสู่คนได้จริง น่ากลัวกว่าที่คิด และไม่ใช่แค่โรคระบบทางเดินหายใจธรรมดา แต่ทำลาย สมอง และ ระบบประสาท โดยตรง วันนี้มาดู 5 เรื่องจริงที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เกี่ยวกับไวรัสนิปาห์กันครับ

1 ไม่ได้ติดแค่จากค้างคาว

หลายคนเข้าใจว่าไวรัสนิปาห์มาจากค้างคาวอย่างเดียว แต่ความจริงคือค้างคาวเป็นแค่ต้นทาง เชื้อสามารถส่งต่อไปยังสัตว์อื่นได้ เช่น สุกร ม้า แมว แพะ แกะ และสัตว์เหล่านี้สามารถเป็นพาหะส่งเชื้อสู่คนได้ คนติดเชื้อจากการสัมผัสมูล น้ำลาย เลือด หรือสารคัดหลั่งของสัตว์เหล่านี้โดยตรง พูดง่าย ๆ คือ ต่อให้ไม่เจอค้างคาว ก็เสี่ยงติดได้จากระบบฟาร์มและสัตว์เลี้ยง

2 ติดต่อจากคนสู่คนได้จริง

ไวรัสนิปาห์ไม่ใช่โรคที่จบแค่จากสัตว์สู่คน แต่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ ผ่านน้ำลาย เลือด เสมหะ และสารคัดหลั่งของผู้ป่วย โดยเฉพาะในคนใกล้ชิด คนดูแลผู้ป่วย หรือในสถานพยาบาล ทำให้การควบคุมโรคทำได้ยาก และมีโครงสร้างการระบาดที่คล้ายโรคระบบทางเดินหายใจรุนแรงทั่วไป แต่มีความรุนแรงของโรคสูงกว่ามาก

3 อาการเริ่มเหมือนไข้ธรรมดา แต่จบที่สมอง

ระยะแรกผู้ติดเชื้อจะมีอาการเหมือนไข้หวัดทั่วไป เช่น ไข้ ปวดหัว ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อาเจียน ไอ อ่อนเพลีย ทำให้หลายคนชะล่าใจ แต่ไวรัสสามารถลามเข้าสู่สมองและระบบประสาท เกิดภาวะสมองอักเสบ อาการจะเริ่มเป็นวิงเวียน เดินเซ ซึม สับสน ชัก แขนขากระตุก ลูกตากระตุก และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

4 ฟักตัวยาว ตรวจยาก คุมโรคยาก

ไวรัสนิปาห์มีระยะฟักตัวประมาณ 4–14 วัน และบางรายอาจยาวนานได้เกือบ 1 เดือน ทำให้ผู้ติดเชื้ออาจยังไม่มีอาการ ส่งผลให้การเฝ้าระวังและควบคุมการระบาดทำได้ยากมาก โดยอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในการระบาดหลายครั้งอยู่ในช่วงประมาณ 40–75% ซึ่งสูงกว่าโควิด-19 แต่การแพร่ระบาดของนิปาห์ยังไม่แพร่กระจายง่ายเท่ากับโควิด-19 ถือเป็นหนึ่งในเหตุผลที่องค์กรสาธารณสุขโลกจัดไวรัสชนิดนี้เป็นเชื้ออุบัติใหม่อันตรายระดับสูงครับ 5 ยังไม่มียารักษาเฉพาะ และยังไม่มีวัคซีนใช้จริง

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะสำหรับไวรัสนิปาห์ การรักษาเป็นเพียงการประคับประคองตามอาการ และยังไม่มีวัคซีนที่ใช้จริงในระบบสาธารณสุขสำหรับประชาชนทั่วไป หากติดเชื้อจะขึ้นกับภูมิคุ้มกันร่างกายและความเร็วในการรักษาเป็นหลัก ซึ่งบางการระบาดมีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก

คำแนะนำการดูแลตัวเองเบื้องต้น

เฝ้าระวังอาการ: ถ้ามีไข้ ไอ ปวดศีรษะ เหนื่อย หรืออาการทางระบบประสาท เช่น ง่วงงุนสับสน ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาการรุนแรงสามารถพัฒนาได้เร็วในโรคนี้

หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์เสี่ยง: เช่น ค้างคาวผลไม้หรือสิ่งคัดหลั่งของสัตว์ที่เป็นพาหะ รวมถึงหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจปนเปื้อน

ป้องกันการติดต่อระหว่างคน: ผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยควรเข้ารับการกักตัว สวมหน้ากาก และรักษาความสะอาดมืออย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ

ติดตามคำแนะนำจากหน่วยงานสาธารณสุข: อาจรวมถึงการตรวจคัดกรองและข้อมูลอัปเดตตามสถานการณ์จริงจากองค์กรด้านสุขภาพในพื้นที่

โชคดีที่ตอนนี้ยังไม่มีการแพร่ระบาดเข้ามาในไทยครับ และระบบสาธารณสุขไทยมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพราะไวรัสนิปาห์ไม่ใช่โรคไกลตัว และไม่ใช่แค่โรคจากค้างคาวอย่างที่หลายคนเข้าใจครับ แต่มันเป็นโรคติดเชื้ออันตรายที่ติดต่อได้ทั้งจากสัตว์สู่คน และจากคนสู่คน อาการเริ่มต้นอาจดูเหมือนไข้ธรรมดา แต่สามารถลามเข้าสู่สมองและระบบประสาทจนรุนแรงถึงชีวิตได้ ที่น่ากลัวคือยังไม่มียารักษาเฉพาะ และยังไม่มีวัคซีนใช้จริงในคน การป้องกันที่ดีที่สุดคือการรู้เท่าทัน เลี่ยงความเสี่ยง และไม่ชะล่าใจ ถ้าเข้าใจโรคนี้เร็ว เราจะป้องกันได้ก่อนที่จะสายเกินไปครับ