ผู้ปกครองแฉพฤติกรรม ครูโรงเรียนอนุบาลดัง หลังลูกอนุบาล ละเมอพูด หนูกลัวครู
ข่าวภูมิภาค

ผู้ปกครองแฉพฤติกรรม ครูโรงเรียนอนุบาลดัง หลังลูกอนุบาล ละเมอพูด หนูกลัวครู

จากกรณีมีผู้ปกครองร้องเรียนว่า ลูกมีพฤติกรรมไม่อยากไปโรงเรียน เนื่องจากเกิดความหวาดกลัวครู และยังมีผู้ปกครองรายอื่นพบว่าลูกมีพฤติกรรมในลักษณะเดียวกัน จึงอยากให้ทางโรงเรียนออกมาชี้แจงถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และกำหนดมาตรการดูแลความปลอดภัยของเด็ก เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 22 ม.ค.2569 น.ส.ซายน์ ผู้ปกครองรายหนึ่ง เปิดใจว่า ลูกของตนเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนแห่งหนึ่งย่านสายไหม โดยเริ่มสังเกตว่าลูกมีพฤติกรรมไม่อยากไปโรงเรียนตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ต.ค.2568

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ทราบเรื่อง เกิดจากเหตุการณ์ภายในบ้าน ขณะตนแคะหูให้ลูก ทำให้ลูกมีปฏิกิริยาไปดึงหูพ่อของตนเอง เมื่อตนสอบถามว่าไปเลียนแบบพฤติกรรมมาจากที่ไหน ลูกจึงบอกว่าครูทำ พร้อมทำท่าดึงหูและดึงจมูก บอกว่าที่โดนครูทำเนื่องจากเขียนหนังสือไม่ได้ เมื่อถามว่าทำไมถึงไม่บอกแม่ ลูกบอกว่า ครูไม่ให้บอก หากบอกจะถูกตี พร้อมทำท่าตบแก้มตัวเองให้ดู ในช่วงแรกผู้ปกครองเคยสังเกตเห็นรอยเล็กน้อยบริเวณใบหู คล้ายรอยข่วนหรือรอยเล็บ แต่ไม่แน่ใจสาเหตุ และวางใจว่าอาจเกิดจากเพื่อนหรืออุบัติเหตุเล็กน้อย

ต่อมาผู้ปกครองเริ่มสังเกตเห็นว่าลูกมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เช่น ต่อต้าน ไม่อยากไปโรงเรียน สายตาเปลี่ยน มีอาการมองซ้อน ทั้งที่อยู่บ้านไม่มีอาการดังกล่าว นอนฝันร้าย ละเมอ และเคยตื่นขึ้นมากลางดึกในสภาพที่ยังไม่ลืมตา พร้อมพูดว่า หนูกลัวครู ครูใจร้าย รวมถึงเคยนอนร้องไห้ขณะหลับ

ภายหลังได้ปรึกษากับผู้ปกครองรายหนึ่งซึ่งเคยมีกรณีลูกถูกครูตีบ่อย โดยผู้ปกครองรายดังกล่าวได้ทักไปสอบถามครูในลักษณะขอความช่วยเหลือให้ดูแลเด็ก แต่หลังเลิกเรียน เด็กกลับมาเล่าให้ฟังว่าถูกครูตี เนื่องจากแม่ทักไปบอกว่าลูกไม่อยากไปโรงเรียน ผู้ปกครองรายนั้นจึงเข้าไปพูดคุยกับทางโรงเรียน และพบรองผอ.นักจิตวิทยาเด็ก แต่ได้รับเพียงคำชี้แจงว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวอีก สำหรับกรณีของ น.ส.ซายน์ ตนเพิ่งทราบรายละเอียดเรื่องการดึงหูภายหลัง จึงพยายามปลอบและสอนลูกว่าให้ตั้งใจเรียน และย้ำว่าหากครูทำอะไรไม่เหมาะสมให้รีบบอกแม่

กระทั่งเมื่อวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา ขณะไปรับลูกจากโรงเรียน ลูกได้บอกว่า ครูทำหนู พร้อมเปิดแผลให้ดู โดยระบุว่าเกิดจากการเขียนไม่ได้และเขียนผิด และชี้ว่าครูประจำชั้นเป็นผู้กระทำ ทำให้ผู้ปกครองรู้สึกกังวลอย่างมาก เนื่องจากเป็นครั้งที่ 2 แล้ว และเห็นได้ชัดว่าลูกได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจ

หลังจากนั้น ผู้ปกครองได้ทักข้อความลงในกลุ่มไลน์ผู้ปกครอง และพบว่ามีผู้ปกครองหลายรายให้ข้อมูลในลักษณะเดียวกัน บางรายระบุว่าลูกถูกตบหน้า บางรายลูกไม่กล้าเล่าเพราะกลัวครู แต่ทราบเรื่องภายหลังจากการพูดคุยกับผู้ปกครองท่านอื่น ๆ

นอกจากนี้ ยังมีผู้ปกครองให้ข้อมูลว่า เด็กบางคนเรียนตั้งแต่ระดับเนอสเซอรี่ถึงอนุบาล 1 โดยไม่มีปัญหา แต่เมื่อขึ้นชั้นอนุบาล 2 กลับไม่อยากไปโรงเรียน ตนจึงพาลูกไปลงบันทึกประจำวัน แต่ได้รับคำชี้แจงว่าไม่สามารถแจ้งความได้ เนื่องจากเป็นการสอนที่ไม่เหมาะสม ไม่เข้าข่ายการทำร้ายร่างกาย อย่างไรก็ตาม ตนได้พาลูกไปตรวจร่างกาย พบว่าแม้บาดแผลจะเล็กน้อย แต่สภาพจิตใจของเด็กได้รับผลกระทบอย่างมาก ภายหลังการรวมตัวของผู้ปกครอง ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมว่า เด็กบางคนเคยถูกครูขู่ หากเล่นเสียงดังจะปิดไฟขังในห้องไม่ให้กลับบ้าน

ต่อมาทางโรงเรียนได้ติดต่อกลับมายืนยันว่า โรงเรียนมีความปลอดภัย และขอให้เด็กกลับมาเรียนตามปกติ แต่ผู้ปกครองรายนี้ระบุว่า ไม่ต้องการให้ลูกอยู่ในการดูแลของครูคนเดิม เนื่องจากยังมีความกังวลจนกว่าจะปิดภาคเรียน ทั้งนี้ ผู้ปกครองย้ำว่า ไม่ต้องการกล่าวโทษหรือสร้างความเสียหายให้กับโรงเรียน แต่อยากให้มีมาตรการด้านความปลอดภัยและการดูแลด้านจิตใจของเด็ก โดยเฉพาะเด็กระดับอนุบาล 2 ที่อาจได้รับผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์ดังกล่าว