พีระพันธุ์ แจงชัด เหตุยังไม่เลิกอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ สมัยนั่ง รมว.พลังงาน ระบุเตรียมเสนอ พ.ร.ก. แล้ว แต่เปลี่ยนรัฐบาลก่อน
พีระพันธุ์ แจงชัด เหตุยังไม่เลิกอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ สมัยนั่ง รมว.พลังงาน ระบุเตรียมเสนอ พ.ร.ก. แล้ว แต่เปลี่ยนรัฐบาลก่อน
ข่าวการเมือง

พีระพันธุ์ แจงชัด เหตุยังไม่เลิกอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ สมัยนั่ง รมว.พลังงาน ระบุเตรียมเสนอ พ.ร.ก. แล้ว แต่เปลี่ยนรัฐบาลก่อน

ฟังข่าวนี้

วันที่ 30 ต.ค. 69 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กต่อข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงยังไม่ยกเลิกระบบอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ในช่วงดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2566 - 2568 โดยนายพีระพันธุ์ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า การยกเลิกระบบดังกล่าวไม่ใช่เพียงการสั่งให้เลิกใช้ แต่ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าจะนำระบบใดมาทดแทน และรัฐจะใช้อำนาจตามกฎหมายใดดำเนินการ จึงจำเป็นต้องเตรียมระบบใหม่และกฎหมายรองรับให้พร้อมเสียก่อน

นายพีระพันธุ์ยังได้อธิบายถึงที่มาของระบบราคาน้ำมันในปัจจุบันว่า เดิมประเทศไทยใช้ระบบที่รัฐเป็นผู้กำหนดและควบคุมราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อนเปลี่ยนมาใช้ระบบราคาน้ำมันลอยตัวตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ตามข้อเสนอของผู้รับผิดชอบด้านนโยบายพลังงานในขณะนั้น ต่อมาจึงนำราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์มาอ้างอิงกำหนดราคา ณ โรงกลั่น และใช้ต่อเนื่องมานานกว่า 30 ปี ซึ่งนายพีระพันธุ์เห็นว่า เหตุผลสนับสนุนหลายประการในอดีตไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและธุรกิจพลังงานในปัจจุบันแล้ว

อย่างไรก็ตาม นายพีระพันธุ์ชี้ว่า การยกเลิกระบบที่ใช้มาอย่างยาวนานจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ใหม่ที่ชัดเจน มีวิธีคำนวณราคาที่เหมาะสมและตรวจสอบได้ ตลอดจนมีกฎหมายรองรับการดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และไม่เปิดช่องให้ผู้ประกอบการโต้แย้งจนเกิดปัญหาตามมา สิ่งที่ต้องทำก่อนจึงเป็นการจัดทำกฎหมายรองรับการกำกับดูแลธุรกิจการค้าน้ำมันและการกำหนดราคาภายใต้ระบบใหม่ให้ครบถ้วน

นายพีระพันธุ์ยังอธิบายถึงข้อจำกัดในการทำงานว่า ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล การผลักดันกฎหมายสำคัญจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเพียงคนเดียว แต่ต้องหารือและสร้างความเข้าใจกับแกนนำรัฐบาลด้วย โดยตลอดปี 2567 ได้ใช้เวลาหลายเดือนศึกษาข้อมูล หารือและถกเถียงกับผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำมัน เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด ควบคู่กับการรับผิดชอบแก้ปัญหาก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้า

จากนั้นประมาณต้นปี 2568 นายพีระพันธุ์จึงเริ่มรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำร่างกฎหมายอย่างจริงจัง เมื่อได้ร่างฉบับแรกแล้ว ได้นำไปให้ผู้รู้และผู้เกี่ยวข้องร่วมพิจารณา ปรับปรุงและแก้ไขหลายรอบ จนได้ร่างที่เห็นว่ามีความเหมาะสมประมาณเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งนายพีระพันธุ์มองว่า สำหรับกฎหมายที่ยุ่งยากและซับซ้อนเช่นนี้ ถือเป็นการดำเนินงานที่รวดเร็วแล้ว

โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า ตามคำชี้แจงของนายพีระพันธุ์ หลังจัดทำร่างกฎหมายเสร็จ ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าควรเสนอในรูปแบบพระราชกำหนดมากกว่าพระราชบัญญัติ ซึ่งนายพีระพันธุ์เห็นด้วย แต่การเปลี่ยนรูปแบบกฎหมายทำให้ต้องกลับไปหารือและทำความเข้าใจกับแกนนำรัฐบาลอีกครั้ง จนประมาณกลางเดือนกรกฎาคม 2568 จึงได้ข้อยุติร่วมกันว่าจะดำเนินการในรูปแบบพระราชกำหนด โดยตกลงให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นตรวจสอบร่างอีกครั้งก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ขณะที่กำลังดำเนินการตามขั้นตอนได้เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ตามมาด้วยความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จากการพ้นตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี และเปลี่ยนขั้วรัฐบาลในเดือนกันยายน 2568 ทำให้ตนต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วยและรัฐบาลที่เข้ามาภายหลังไม่ได้ดำเนินการเรื่องกฎหมายฉบับนี้ต่อ

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้ย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องแยกอำนาจกำกับดูแลราคาน้ำมันในภาวะปกติออกจากอำนาจพิเศษที่ใช้ในภาวะวิกฤต โดยแนวทางที่ผลักดันขณะดำรงตำแหน่งเป็นการมุ่งสร้างกลไกทางกฎหมายเพื่อกำกับดูแลต้นทุนและกำหนดหลักเกณฑ์ราคาน้ำมันภายใต้ระบบใหม่เป็นการถาวร ไม่ใช่อาศัยมาตรการเฉพาะหน้าเป็นครั้งคราว

สำหรับ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งมีผู้สอบถามว่าเหตุใดจึงไม่นำมาใช้ นายพีระพันธุ์ชี้แจงว่า กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไม่สามารถนำมาใช้ได้เองโดยอิสระ หากไม่ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินการ และระหว่างดำรงตำแหน่ง ยังไม่มีสถานการณ์ที่เห็นว่าเข้าข่ายวิกฤติขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเป็นเหตุให้ใช้มาตรการพิเศษตามกฎหมายดังกล่าว อีกทั้งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นไม่ได้มอบอำนาจตามพระราชกำหนดฉบับนี้ให้ จึงไม่สามารถอาศัยอำนาจดังกล่าวมาดำเนินการได้

ส่วนข้อสงสัยว่าเหตุใดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนปัจจุบัน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)  จึงสามารถยกเลิกค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างขนส่งที่คำนวณโดยอ้างอิงเส้นทางจากสิงคโปร์ออกจากสูตรราคา ณ โรงกลั่น นายพีระพันธุ์อธิบายว่า คำตอบอยู่ที่อำนาจตามกฎหมายที่นำมาใช้ โดยตามที่รัฐมนตรีพลังงานคนปัจจุบันแถลง การดำเนินการดังกล่าวอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดปี 2516 ภายใต้สถานการณ์ด้านพลังงานที่แตกต่างจากช่วงที่นายพีระพันธุ์ดำรงตำแหน่งและมีเหตุอันอาจเข้าข่ายให้ใช้มาตรการตามกฎหมายฉบับนี้ได้

นายพีระพันธุ์ ยังระบุว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 และตนได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันใช้อำนาจตามพระราชกำหนดฉบับนี้มาโดยตลอด แต่ในช่วงแรกกลับมีการกล่าวถึงความจำเป็นที่จะต้องเห็นใจผู้ประกอบการโรงกลั่น ก่อนที่รัฐบาลจะนำกฎหมายมาใช้และแต่งตั้งคณะกรรมการต่างๆ เพื่อดำเนินการ และเริ่มมีการใช้อำนาจดังกล่าวตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 และเข้าใจว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนปัจจุบันน่าจะได้รับมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการตามกฎหมายฉบับนี้

โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวต่อไปว่าอีกประเด็นที่นายพีระพันธุ์ย้ำคือ การยกเลิกค่าขนส่งและค่าประกันภัยที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่การยกเลิกระบบอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ เพราะยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในเรื่องนี้อยู่มาก โดยการนำค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างขนส่งที่คำนวณจากเส้นทางสมมุติระหว่างสิงคโปร์กับประเทศไทยออกจากสูตรราคา ณ โรงกลั่น เป็นเพียงการปรับองค์ประกอบบางรายการในการคำนวณราคาเท่านั้น

ตามคำอธิบายของนายพีระพันธุ์ ประเทศไทยยังคงใช้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์เป็นราคาอ้างอิงเช่นเดิม เพียงแต่ไม่นำค่าใช้จ่ายบางรายการมาบวกเพิ่มในราคา ณ โรงกลั่นอีกต่อไปจึงต้องแยกให้ชัดระหว่างการปรับลดองค์ประกอบในสูตรคำนวณราคา กับการเปลี่ยนระบบกำหนดราคาน้ำมันทั้งระบบ

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ได้ชี้แจงในตอนท้ายว่า การพิจารณาว่าเหตุใดจึงยังไม่ยกเลิกการอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ขณะดำรงตำแหน่ง ต้องพิจารณาให้ครบทั้งระบบราคาที่จะนำมาใช้ทดแทน กฎหมายรองรับ อำนาจหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนขั้นตอนและข้อจำกัดในการผลักดันกฎหมายขณะนั้น ไม่ใช่เพียงตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐมนตรีจึงไม่สั่งยกเลิกเท่านั้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ