วันที่ 22 ตุลาคม 2569 ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ( JIC) แถลง JIC Fact Update โดยพลเรือตรี สุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า JIC ยังคงกำหนดมาตรการเป็นระดับจากระดับที่ 1 สีเขียว คือ การเฝ้าระวัง ไปจนถึงระดับ 5 สีแดงเข้มคือสถานการณ์วิกฤติ ที่จะนำไปสู่การปะทะ โดยปัจจุบันยังอยู่ระหว่างสีเขียวกับสีเหลือง หรือระดับ 1.5 คือ สถานการณ์ที่ไม่ได้ปกติ ต้องเฝ้าระวัง มีความน่ากังวลและ ต้องตรวจตราตลอดเวลา โดยกองกำลังและหน่วยข่าวกรองก็ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง
ด้าน นางมาระตี นะริตา อันดาโม โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กล่าวว่า ผลการประชุมคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาUNCLOS ครั้งที่ 2 ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ให้ยึดตามแถลงการณ์ของศาลประจำอนุญาโตตุลาการ(PCA) ซึ่งทำหน้าที่เป็นนายทะเบียน หรือ ฝ่ายเลขานุการ การประชุมสาระสำคัญมี 2 ส่วน คือส่วนแรก การแบ่งเขตทางทะเล โดยไทยมีโอกาสนำเสนอจุดยืน พร้อมข้อมูลเชิงเทคนิค หลักฐาน หลักการตามกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญที่อ้างอิงได้ ให้กรรมาธิการประนอมฯสามารถใช้ประโยชน์ในการพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม
ส่วนที่ 2 การจัดทำมาตรการความไว้เนื้อเชื่อใจ Confidence-Building Measures ( CBM ) 6 ข้อเป็นคำแนะนำและคำเสนอของกรรมาธิการประนอมฯ ที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาบรรยากาศ เอื้อต่อการดำเนินการตามกระบวนการประนอมฯ เน้นหนักไปที่ความยับยั้งชั่งใจ และการหลีกเลี่ยงที่จะกระทำใดๆ หรือสื่อสารต่อสาธารณะที่บิดเบือน สร้างความตึงเครียด รวมถึงการประสานงานระหว่างกองทัพเรือ2 ประเทศ ซึ่งการให้ความเห็นชอบทั้ง 6 ข้อนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้น เพราะสิ่งที่สำคัญคือการมองภาพรวม ซึ่งไม่ใช่การปฏิบัติตามบางข้อจึงประสบความสำเร็จ และจะต้องติดตามต่อไปว่ามีการปฏิบัติอย่างแท้จริงหรือไม่
“จะเป็นเครื่องมือของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทย ที่จะทดสอบความจริงใจของอีกฝั่ง ซึ่งประเด็นหรือมาตรการในการส่งเสริมความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ก็ไม่ได้เป็นคอนเซ็ปท์แบบใหม่ เพราะได้ปรากฎในกรอบการเจรจาระหว่างไทยกับประเทศอื่นๆ ไม่ใช่แนวปฏิบัติที่แปลกใหม่ หากฝ่ายใดมีข้อกังวล หรือสงสัย ก็สอบถามไปยังกรรมาธิการฯ ได้ “ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว
และ เน้นย้ำว่า สำหรับการประชุมครั้งที่3 คาดว่าจะจัดขึ้นในเดือน พ.ย. โดยรอ PCA แจ้งกำหนดการ แต่ที่ผ่านมามักจัดขึ้นช่วงกลางเดือน
พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า กรอบการทำงานยังยึดถือข้อเน้นย้ำตามนโยบายของ พลเอก พนาแคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. โดยพื้นที่สนามชายแดน ยังคงต้องเฝ้าระวัง เฝ้าตรวจ มีความพร้อมเผชิญเหตุการณ์ได้ตลอดเวลา ควบคู่การเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนในสิ่งที่มีความจำเป็น และสำคัญต่อการปฏิบัติงาน รวมถึงการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดอย่างระมัดระวัง เพราะถือว่าเป็นอุปสรรคในการทำงานอยู่ แต่ในทุกปฎิบัติยังต้องให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยด้วย สำหรับ สนามการสื่อสาร ผบ.ทบ. ให้ประสานอย่างใกล้ชิดกับ JIC และกต.เมื่อพบข้อมูลที่บิดเบือนก็จะร่วมกันตอบโต้ในทันที ภาพรวมถือว่า ทบ.ยังมีความพร้อม และยึดถือข้มอตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด
พลเรือตรี ชานินท์ ศรียาภัย โฆษกกองทัพเรือ และผู้อำนวยการสำนักกิจการความมั่นคง กรมยุทธการทหารเรือ กล่าวถึงการสนับสนุนแนวทางของผลการประชุมประนอมภาคบังคับว่า กองทัพเรือ ให้การสนับสนุนผู้แทนจากกองทัพเรือ ทั้งส่วนงานด้านยุทธการและทางเทคนิคด้านอุทกศาสตร์ ในทีมไทยในกรณี UNCLOS ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมข้อมูลทางเทคนิคและข้อเสนอแนะในเรื่องต่าง ๆ พร้อมทั้งจะให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องต่อไป รวมทั้งมาตรการไว้เนื้อเขื่อใจทั้ง 6 ข้อ
ประกอบด้วย1.ความมุ่งมั่นต่อกระบวนการประนอม2.การสื่อสารเชิงบวกและสร้างสรรค์3.การไม่ทำให้ข้อพิพาททวีความรุนแรง4.การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ5.ช่องทางการสื่อสารโดยตรงระหว่างกองทัพเรือ 2 ประเทศ6.การปฏิบัติตามแนวทางการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ทั้งนี้ กองทัพเรือได้จัดการประชุมร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงทางทะเล ประกอบด้วย สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ซึ่งได้ประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาแนวทางและมาตรการตามหัวข้อดังกล่าวในบริบทความมั่นคงทางทะเล เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน และทำให้การปฏิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีเอกภาพ
อย่างไรก็ตาม ศูนย์ปฏิบัติการตามแนวชายแดนเพื่อรักษาความมั่นคงกองทัพเรือ มีพื้นที่รับผิดชอบตามแนวชายแดนทั้งทางบกและทางทะเล ตามแนวพื้นที่จังหวัดชายแดนจันทบุรีและตราด โดยกองทัพเรือยังคงวางกำลังในการปฏิบัติหน้าที่ ด้านการตรวจการณ์เฝ้าระวังสถานการณ์ด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง ทั้งทางบกและทางทะเล ส่วนการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งการลักลอบเข้าเมืองและการลักลอบนำสินค้าเข้า-ออกราชอาณาจักร
นาวาอากาศเอก ณัฐนัย จันทร์เปล่ง ผู้ช่วยโฆษกกองทัพอากาศ แถลงเรื่องการถอดบทเรียนเหตุการณ์ปะทะในห้วงที่ผ่านมาและพัฒนาขีดความสามารถในอนาคตว่า ตลอดระยะเวลากว่า 14 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่การปะทะครั้งระหว่างไทยกับกัมพูชาครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 รวมถึงการเตรียมความพร้อมกำลังรบของกองทัพอากาศ เราได้ถอดบทเรียนในหลายเวที ทั้งดำเนินการด้านการวางแผนและการปฏิบัติภารกิจทางอากาศ รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือระหว่างเหล่าทัพ เพื่อให้เกิดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพอากาศอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกการปฏิบัติภารกิจจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดการพัฒนาในรูปแบบใหม่ที่มีความทันสมัย แม่นยำสูงขึ้น ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกองกำลังและเป้าหมายทีมีผลกระทบต่อประเทศไทยในอนาคตม
ทั้งนี้ ยังคงมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างเหล่าทัพ ทั้งกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านความมั่นคง เนื่องจากทุกภารกิจที่เกิดขึ้นต้องอาศัยความแม่นยำ ลดผลกระทบ และที่สำคัญต้องอยู่บนพื้นฐานของความไม่ประมาทและความมั่นใจ ซึ่งไม่ใช่เจตนาการยั่วยุ แต่เราพร้อมรบทุกภารกิจตามเจตนารมณ์ของผู้บัญชาการทหารอากาศที่กล่าวไว้ว่า เราไม่ได้ต้องการการสู้รบ แต่ถ้าเราต้องการสันติภาพ เราต้องพร้อมรบ จึงขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในความพร้อมของกองทัพอากาศ
เลือกประเภทคุกกี้ที่อนุญาตให้เว็บไซต์ใช้ได้ เปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อจากลิงก์ "ตั้งค่าคุกกี้" ท้ายเว็บ