ด่วน! นายก อบต.ดัง ถูกจับคาโต๊ะทำงาน เบื้องหลังสุดอื้อฉาว
ด่วน! นายก อบต.ดัง ถูกจับคาโต๊ะทำงาน เบื้องหลังสุดอื้อฉาว
ข่าวการเมือง

ด่วน! นายก อบต.ดัง ถูกจับคาโต๊ะทำงาน เบื้องหลังสุดอื้อฉาว

ฟังข่าวนี้

วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ บก.ปปป. จับกุมนางภาณี หรือ นายกอร อายุ 63 ปี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านใหญ่ จังหวัดนครนายก ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเรียกรับเงินเพื่อช่วยเหลือให้ผู้สมัครสอบแข่งขันได้รับการบรรจุเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น โดยเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมได้ภายในองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านใหญ่ ตำบลบ้านใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งมอบหมายให้ พล.ต.ต.ฤทธินันท์ ปุ้ยพันธวงศ์ ผู้บังคับการ ปปป. และ พ.ต.อ.อภิชาต โพธิจันทร์ รองผู้บังคับการ ปปป. รักษาราชการแทนผู้กำกับการ 5 บก.ปปป. นำกำลังเข้าดำเนินการจับกุมผู้ต้องหารายดังกล่าว ตามหมายจับที่ จ.87/2569 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2569

สำหรับข้อกล่าวหาในคดีนี้คือ เรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล โดยวิธีอันทุจริต หรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด

คดีดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2567 หลังนายอานนท์ ผู้เสียหาย ถูกบุคคลในขบวนการชักชวนให้สมัครสอบแข่งขันเพื่อเข้ารับการบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น โดยอ้างว่าสามารถฝากบุคคลให้เข้ารับการบรรจุได้ผ่านนายยศภัสห์ หรือ เสี่ยน้อย พร้อมเรียกเงินจำนวน 350,000 บาท เป็นค่าดำเนินการแลกกับการช่วยเหลือให้ผู้เสียหายได้รับการบรรจุเข้ารับราชการ

ต่อมา นายอานนท์ได้สมัครสอบแข่งขันในตำแหน่งเจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้ และสามารถสอบได้ลำดับที่ 1 ก่อนจะได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้เข้าปฏิบัติงานที่เทศบาลเมืองพัทลุง อย่างไรก็ตาม ภายหลังกลับถูกยกเลิกการขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้และพ้นจากตำแหน่ง ตามประกาศคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2569

ภายหลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายทราบว่าเงิน 350,000 บาทที่จ่ายไปเพื่อแลกกับการช่วยเหลือให้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการนั้น ถูกนำไปรวบรวมและส่งต่อให้นางภาณี หรือ นายกอร ผู้ต้องหารายนี้ แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นไปตามข้อตกลง ผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย

หลังรับเรื่องร้องเรียน พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปปป. ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยหนึ่งในผู้ให้ข้อมูลคือ นายประวิทย์ หรือ เสี่ยเฮง ซึ่งถูกจับกุมดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้ โดยให้ข้อมูลถึงลักษณะการดำเนินงานของขบวนการว่า ตนเป็นผู้แนะนำให้นายยศภัสห์ติดต่อหาบุคคลที่สนใจสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนจะพาไปรู้จักกับกลุ่มของนายอิทธิพล หรือ วิคเตอร์ และนายอนุรักษ์ หรือ ต่อ อดีตเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ซึ่งทั้งสองรายถูกจับกุมดำเนินคดีไปแล้วเช่นกัน

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ขบวนการดังกล่าวมีการส่งรายชื่อผู้ที่ประสงค์จะสอบเข้ารับราชการจำนวน 1,738 รายชื่อ พร้อมตกลงวางเงินมัดจำรวม 100 ล้านบาท โดยนายยศภัสห์ได้จ่ายเงินให้แก่กลุ่มของนายอิทธิพลและนายอนุรักษ์ไปก่อนจำนวน 20 ล้านบาท เมื่อวันที่ 5 และ 6 ธันวาคม 2568

อย่างไรก็ตาม ต่อมานายยศภัสห์เริ่มไม่มั่นใจว่าบุคคลทั้งสองกลุ่มจะสามารถช่วยเหลือให้ผู้สมัครสอบได้รับการบรรจุเข้ารับราชการได้จริง จึงเปลี่ยนไปติดต่อและจ่ายเงินให้นางภาณี ซึ่งรู้จักกันมานานกว่า 20 ปี จำนวน 80 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดเงินตามข้อตกลงเดิมครบ 100 ล้านบาท เมื่อนับรวมเงิน 20 ล้านบาทที่จ่ายให้กลุ่มก่อนหน้า

ต่อมาเมื่อมีการประกาศผลสอบ ปรากฏว่าจากรายชื่อผู้สมัครทั้งหมด 1,738 รายชื่อ มีผู้สอบผ่านเพียง 108 รายเท่านั้น นางภาณีจึงติดต่อแจ้งนายยศภัสห์ให้หักเงินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้สมัครสอบที่ไม่ผ่านออกจากยอดเงินดังกล่าว แล้วนำไปดำเนินการกับการสอบแข่งขันในพื้นที่ภาคใต้แทน

หลังจากนั้น นายยศภัสห์ได้รวบรวมรายชื่อบุคคลที่ต้องการให้ช่วยเหลือในการสอบแข่งขันในพื้นที่ภาคใต้จำนวน 602 รายชื่อ พร้อมรวบรวมเงินจากนายหน้าสายภาคใต้ส่งมอบให้นางภาณีเพิ่มเติมอีก 30 ล้านบาท เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569

กระทั่งวันที่ 9 เมษายน 2569 มีการประกาศผลสอบแข่งขันรอบสุดท้าย ซึ่งประกอบด้วยภาค ก. ภาค ข. และภาค ค. โดยปรากฏว่าจากรายชื่อผู้สมัครในกลุ่มสายภาคใต้ มีผู้สอบผ่านจำนวน 577 ราย นางภาณีจึงติดต่อขอรับเงินส่วนที่เหลือจากนายยศภัสห์

ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 มีการส่งมอบเงินเพิ่มเติมอีก 5 ครั้ง ประกอบด้วยเงินจำนวน 6 ล้านบาท, 4 ล้านบาท, 5 ล้านบาท, 7 ล้านบาท และ 3 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 25 ล้านบาท เมื่อนับรวมเงินที่จ่ายให้กลุ่มก่อนหน้า 20 ล้านบาท และเงินที่จ่ายให้นางภาณีอีก 80 ล้านบาทกับ 30 ล้านบาท ทำให้ยอดเงินที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามข้อตกลงทั้งหมดอยู่ที่ 155 ล้านบาท

จากพยานหลักฐานและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปปป. จึงรวบรวมข้อมูลเพื่อยื่นคำร้องขอศาลออกหมายจับนางภาณี หรือ นายกอร ก่อนเข้าจับกุมตัวได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านใหญ่ จังหวัดนครนายก ตามหมายจับที่ออกไว้

เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปปป. เพื่อสอบสวนและดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ