จากกรณี นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ โพสต์ข้อความผ่านบัญชีเฟซบุ๊ก นรเศรษฐ์ นาหนองตูม โดยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับนาฬิกาของ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ สส.ไอเดียร์ สส.จังหวัดชัยภูมิ สังกัดพรรคภูมิใจไทย หลังพบว่านาฬิกาหรูที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ไม่ปรากฏอยู่ในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามที่เป็นกระแสข่าวก่อนหน้านี้นั้น
ล่าสุดมีรายงานว่า ทนายนรเศรษฐ์ ได้โพสต์อีกครั้ง ผ่านบัญชีเฟซบุ๊กเดียวกันนี้ โดยระบุว่า หากอ้างว่า นาฬิกายืมเพื่อน ก็ยังต้องมีหน้าที่ยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน ต่อ ป.ป.ช.
คำพิพากษาศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม.อธ.5/2566 ได้วินิจฉัยวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า หากผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่า ถือครองทรัพย์สินแทนบุคคลอื่น แม้จะไม่อาจถือว่าเป็นทรัพย์สินของตนได้เต็มปาก แต่การถือแทนนั้น ย่อมก่อให้เกิดภาระผูกพันตามกฎหมายเป็น หนี้สินที่ต้องส่งคืน เจ้าของที่แท้จริง
เมื่อมีสถานะเป็น หนี้สิน ผู้ยื่นจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องแสดงข้อเท็จจริง ทั้งในฝั่งทรัพย์สินและหนี้สินให้ปรากฏในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้เกิดการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินได้อย่างถูกต้องครบถ้วน การละเว้นไม่แจ้ง ย่อมเข้าข่ายปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ หากนำบรรทัดฐานนี้มาจับกับข้ออ้างยอดฮิตอย่าง นาฬิกายืมเพื่อน ผลทางกฎหมายก็แทบไม่ต่างกันครับ
เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 640 การยืมใช้สอยสิ่งของ ย่อมมีสถานะทางสัญญาเป็นการยืมใช้คงรูปซึ่งผู้ยืมมีหน้าที่และภาระผูกพันตามกฎหมาย (หนี้) ที่จะต้องส่งมอบทรัพย์สินนั้นคืนแก่ผู้ให้ยืมเมื่อใช้สอยเสร็จสิ้น
ดังนั้น ไม่ว่าจะอ้างว่า ถือครองแทน หรือ ยืมเพื่อนมา ในทางกฎหมายล้วนสร้าง ภาระผูกพันที่ต้องส่งคืน ด้วยกันทั้งสิ้น หากยึดตามแนวบรรทัดฐานของศาลฎีกานี้ ข้ออ้างเรื่อง นาฬิกายืมเพื่อน ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากข้อหาการปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไปได้เลย ซึ่งผมจะได้แนบคำพิพากษาฉบับดังกล่าวนี้ยื่นต่อ ป.ป.ช. ต่อไป
เลือกประเภทคุกกี้ที่อนุญาตให้เว็บไซต์ใช้ได้ เปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อจากลิงก์ "ตั้งค่าคุกกี้" ท้ายเว็บ