เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ชื่อของ นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตผู้บริหารสถาบันการเงินและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังมีรายงานว่าชื่อของเขาปรากฏอยู่ในหนังสือของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งเสนอให้ฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ตรวจสอบบุคคลและนิติบุคคลที่อาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายศูนย์หลอกลวงออนไลน์ การฟอกเงิน และการค้ามนุษย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับเส้นทางในแวดวงการเงิน นายวรภัคถือเป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ทำงานในสถาบันการเงินทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้าน Management Science & Computer System จาก Oklahoma State University และระดับปริญญาโท MBA ด้านการเงินจาก University of Missouri-Kansas City ประเทศสหรัฐอเมริกา
หลังสำเร็จการศึกษา นายวรภัคเข้าสู่สายงานการเงินและผ่านประสบการณ์บริหารในองค์กรหลายแห่ง อาทิ บอยน์ แอนด์ คอมพานี, ดอยช์แบงก์, เจพี มอร์แกน เชส และธนาคารไทยพาณิชย์ ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในภาคธนาคารของไทย
ช่วงปี 2555 - 2559 นายวรภัคดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยมีบทบาทในการปรับปรุงระบบบริหารจัดการและพัฒนาองค์กรให้มีความทันสมัย จนเป็นที่รู้จักในแวดวงการเงินในฐานะผู้บริหารที่มีประสบการณ์และเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ต่อมา นายวรภัคเข้ามามีบทบาทในภาครัฐ โดยก่อนหน้านี้เคยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา นายพิชัย ชุณหวชิร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อปี 2568
การเข้ารับตำแหน่งดังกล่าวทำให้นายวรภัคถูกจับตามองในฐานะผู้เชี่ยวชาญจากภาคการเงินที่เข้ามาร่วมทำงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบา] อย่างไรก็ตาม การดำรงตำแหน่งทางการเมืองเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น โดยภายหลังมีกระแสข่าวและข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนและนักธุรกิจต่างชาติ รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายธุรกิจในกัมพูชาและบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในชื่อ เบน สมิธ
จากนั้น นายวรภัคตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง หลังเข้ารับหน้าที่ประมาณ 29 วัน โดยให้เหตุผลว่าต้องการไม่ให้ประเด็นข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อการทำงานและการบริหารราชการของรัฐบาล พร้อมยืนยันถึงความบริสุทธิ์ใจของตนเอง
ประเด็นกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังปรากฏชื่อของนายวรภัคในหนังสือที่ ไบรอัน มาสต์ ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ และ จอห์น มูลีนาร์ ประธานคณะกรรมาธิการเฉพาะกิจด้านจีนแห่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ส่งถึง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และ สก๊อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ
หนังสือดังกล่าวเสนอให้ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ตรวจสอบข้อมูลของบุคคลและนิติบุคคลจำนวน 28 ราย ภายในกรอบเวลา 180 วัน เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายที่จะถูกดำเนินมาตรการคว่ำบาตรภายใต้กฎหมาย Global Magnitsky Human Rights Accountability Act หรือไม่
เนื้อหาในหนังสือระบุถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับบุคคลและนิติบุคคลที่อาจมีความเกี่ยวข้องหรือให้การสนับสนุนเครือข่ายศูนย์หลอกลวงออนไลน์ การฟอกเงิน และการค้ามนุษย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยชื่อของนายวรภัคปรากฏอยู่ในรายชื่อที่เสนอให้มีการตรวจสอบดังกล่าว
ภายหลังเรื่องดังกล่าวถูกเผยแพร่ นายวรภัคออกมาชี้แจงว่า หนังสือของสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ เป็นเพียงการร้องขอให้หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ตรวจสอบข้อมูล ไม่ใช่ผลการสอบสวนหรือคำวินิจฉัยว่าบุคคลที่มีรายชื่อมีความผิด และยืนยันว่าเขายังไม่ได้ถูกทางการสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตร
นายวรภัคยังยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่เคยสนับสนุน และไม่เคยรับรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานของเครือข่ายสแกมเมอร์ การฟอกเงิน หรืออาชญากรรมข้ามชาติ ตามข้อสงสัยที่ถูกหยิบยกขึ้นมา
พร้อมกันนี้ นายวรภัคระบุว่าได้ประสานงานไปยัง สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศของสหรัฐฯ (OFAC) รวมทั้งจัดส่งหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการทั้ง 2 คณะของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เพื่อขอช่องทางในการนำส่งเอกสารและพยานหลักฐาน พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการ
ส่วนในประเทศไทย นายวรภัคระบุว่าได้ใช้กระบวนการทางกฎหมายดำเนินคดีหมิ่นประมาทกับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลที่เขาเห็นว่าเป็นการบิดเบือนก่อนหน้านี้แล้ว และเตรียมนำเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ไปใช้เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงทั้งในกระบวนการยุติธรรมของไทย และต่อหน่วยงานของสหรัฐฯ ต่อไป
ทั้งนี้ การปรากฏชื่อในหนังสือดังกล่าวเป็นประเด็นที่อยู่ในขั้นตอนการขอให้ตรวจสอบข้อมูล โดยยังต้องแยกออกจากการมีคำวินิจฉัยว่าบุคคลใดกระทำความผิดหรือถูกลงโทษตามมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งนายวรภัคยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมตามข้อสงสัยดังกล่าว