วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงที่สภาผู้แทนราษฎรกำลังเตรียมเปิดสมัยประชุม และมีแนวโน้มว่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลพร้อมชี้แจงต่อทั้งสภาฯ และประชาชนด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริง และผลการดำเนินงานที่สามารถตรวจสอบได้ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือผลจากการดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศของรัฐบาล
นางสาวรัชดา กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้านโยบายการทูตเชิงรุก เพื่อยกระดับบทบาทของประเทศไทยและนำประเทศกลับมาอยู่ในความสนใจของประชาคมโลก พร้อมเปลี่ยนความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศให้เป็นโอกาสของไทย ทั้งในด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี ความมั่นคง และการสร้างงาน
ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้เดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการ รวมถึงเข้าร่วมการประชุมระดับภูมิภาค และมีโอกาสหารือกับผู้นำจาก 9 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ฝรั่งเศส รัสเซีย เวียดนาม มาเลเซีย จีน อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ขณะเดียวกัน ไทยยังได้ให้การต้อนรับผู้นำต่างประเทศที่เดินทางมาเยือนประเทศ ได้แก่ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และนายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา นอกจากนี้ ในวันที่ 2 กันยายน 2569 นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ มีกำหนดเดินทางเยือนประเทศไทย
ภารกิจด้านการต่างประเทศทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาล เพื่อรับมือกับสถานการณ์โลกที่ไร้ระเบียบและปัญหาภาวะโลกร้อน โดยมุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับอาเซียน ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภูมิภาค ตลอดจนเพิ่มความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ผ่านการขยายตลาดใหม่ การดึงดูดเงินลงทุน และการส่งเสริมนวัตกรรม
สำหรับด้านการส่งเสริมการลงทุน การเดินทางเยือนต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีมีการหารือกับนักลงทุนจากหลายประเทศ รวมถึงจัดกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจระหว่างนักลงทุนไทยกับนักลงทุนต่างชาติ เพื่อสร้างโอกาสให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันข้อหารือและความสนใจจากนักลงทุนให้เกิดการลงทุนจริงในประเทศไทย
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอรับการสนับสนุนสำหรับการผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD ภายในปี 2571 พร้อมย้ำจุดยืนของไทยที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี การเจรจา และการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งการเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงและการร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ
นางสาวรัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลพร้อมรับการตรวจสอบและชี้แจงต่อสภาฯ และประชาชนด้วยข้อมูลและข้อเท็จจริง โดยผลสัมฤทธิ์ของการทูตเชิงรุกไม่ได้วัดเพียงจำนวนประเทศที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือน แต่ต้องดูถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการสร้างโอกาสด้านเศรษฐกิจ การลงทุน ความมั่นคง และความร่วมมือในด้านต่าง ๆ รวมถึงการที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้ต้อนรับผู้นำต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทและความเชื่อมั่นของนานาประเทศที่มีต่อประเทศไทย และเป็นเครื่องยืนยันว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้กลับเข้าสู่ ‘จอเรดาร์โลก’ อีกครั้ง ในฐานะมิตรและพันธมิตรที่น่าเชื่อถือของทุกฝ่าย รัฐบาลพร้อมเปลี่ยนความสัมพันธ์และความร่วมมือระดับสากลให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยที่เป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ของคนไทย