เมื่อวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2569 คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้จัดงาน Growth Forum ภายใต้แนวคิด Renew-able Thailand ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนผ่านพลังงานใหม่ สร้างอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ เพื่อนำเสนอแนวทางในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

ภายในงานมีการเปิดตัวรายงานการศึกษา 2 ฉบับของคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ทั้งปัญหาที่ ‘สูงเกินไป’ เช่น สังคมสูงวัยและความเหลื่อมล้ำ รวมถึงปัญหาที่ ‘ต่ำเกินไป’ อย่างอัตราการเติบโตและผลิตภาพ นายวีระยุทธเน้นย้ำว่า ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณและเวลา ประเทศไทยไม่ควรดำเนินนโยบายลด แลก แจก แถม เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนอย่างไร้ทิศทาง แต่ควรจัดลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
นายวีระยุทธได้เสนอ 2 จุดยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการสร้างห่วงโซ่อุปทานเครื่องมือแพทย์ โดยชี้ว่าไทยต้องก้าวไปให้ไกลกว่าการเป็นเพียงศูนย์บริการ Wellness Center ที่เป็นบริการปลายน้ำ สู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี เพื่อลดภาระการนำเข้าในยุคสังคมสูงวัย

สำหรับประเด็นด้านพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเนื้อหาสำคัญจากรายงานการศึกษาที่ร่วมมือกับโครงการพลังงานสะอาด เข้าถึงได้ และมั่นคงสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (CASE) ภายใต้องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน ประจำประเทศไทย (GIZ Thailand) นายวีระยุทธระบุว่า ปัจจุบันกติกาการค้าโลกได้เปลี่ยนไป มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมีความเข้มงวดขึ้นจนเข้าสู่ยุค No Green, No Growth หากไม่มีพลังงานสะอาด เศรษฐกิจก็ไม่สามารถเติบโตได้
จากการทำงานร่วมกับภาคธุรกิจกว่า 215 บริษัท รายงานพบว่าข้อจำกัดสำคัญคือ ‘ช่องว่างไฟฟ้าสะอาด’ ที่ไทยยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของนักลงทุนได้ ปัจจุบันไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสะอาดประมาณ 30 เทราวัตต์-ชั่วโมงต่อปี แต่ในอีก 4 ปีข้างหน้า ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมจะพุ่งสูงถึง 90 เทราวัตต์-ชั่วโมง และจะเพิ่มเป็นเกือบสองเท่าในอีก 10 ปีข้างหน้า
นายวีระยุทธกล่าวเตือนว่า หากรัฐบาลไม่เร่งอุดช่องว่างนี้ ไทยอาจสูญเสียโอกาสครั้งใหญ่ นักลงทุนเดิมที่มีศักยภาพอาจตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นที่พร้อมกว่า ขณะเดียวกัน ทุนใหม่ที่มีคุณภาพก็จะไม่เข้ามาลงทุน ส่งผลให้เหลือเพียงกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานฟอสซิลและไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเข้ามาแย่งพื้นที่ลงทุนแทน

นอกจากนี้ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจยังให้ความสำคัญกับการที่นโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่สามารถใช้สูตรสำเร็จเดียวกับทุกอุตสาหกรรมได้ รัฐจำเป็นต้องมีการ ‘คราฟต์’ หรือออกแบบนโยบายให้สอดรับกับความต้องการเฉพาะของแต่ละกลุ่มธุรกิจ เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ที่เป็นกลุ่ม SME อาจต้องการช่องทางการเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดที่หลากหลาย ในขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งใช้พลังงานสูง ต้องการไฟฟ้าสะอาดในปริมาณมากและมีความเสถียรเพื่อรองรับกระบวนการผลิต

นายวีระยุทธกล่าวทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานระดับโครงสร้าง ต้องมองข้ามไปไกลกว่าเพียงการสนับสนุนสินเชื่อโซลาร์รูฟท็อปหรือการส่งเสริมรถยนต์ EV แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มสัดส่วน ไฟฟ้าสะอาด ในระบบอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนฟอสซิล ควบคู่ไปกับการออกแบบกลไกและกฎระเบียบที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการดึงขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศกลับคืนมา