จากกรณี เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหากฎหมายอาวุธปืน ในประเทศไทยกำลังเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด ภายหลังจากที่มีการผลักดันมาตรการคุมเข้มที่ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการขออนุญาต การซื้อขาย การครอบครอง ไปจนถึงการปราบปรามอาวุธปืนผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด ล่าสุด นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ได้เปิดเผยผ่านโพสต์เฟซบุ๊กว่า พรรคภูมิใจไทยได้ยกร่างพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวนกว่า 100 มาตรา เสร็จสิ้นแล้ว และพร้อมที่จะเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมนี้
สำหรับร่างกฎหมายดังกล่าว ได้กำหนดหลักการในการแก้ไขเพิ่มเติมไว้ถึง 24 ข้อ เพื่อปรับปรุงพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 โดยให้เหตุผลว่า กฎหมายเดิมใช้บังคับมาเป็นเวลานานโดยไม่มีการแก้ไขในสาระสำคัญ ขณะที่เทคโนโลยีได้พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บทบัญญัติหลายมาตราไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ทางสังคมในปัจจุบัน จนก่อให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติงานของผู้บังคับใช้กฎหมาย และกระทบต่อความสงบเรียบร้อยรวมถึงศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้นเพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้ลงนามในหนังสือด่วนที่สุด มท. 0307.4/225131 เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ส่งถึงปลัดจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อแจ้งข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับมาตรการคุมเข้มอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ซึ่งแบ่งออกเป็นมาตรการระยะเร่งด่วนและมาตรการระยะยาว ดังนี้
มาตรการระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย 7 ข้อสำคัญ ได้แก่:
1. ไม่อนุมัติให้เปิดโครงการปืนสวัสดิการใหม่ จนกว่าคณะรัฐมนตรีจะมีมติเป็นอย่างอื่น
2. ให้กระทรวงมหาดไทยระงับการออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) ชั่วคราว นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
3. ให้นายทะเบียนทั่วประเทศตรวจสอบจำนวนใบอนุญาต แบบ ป.3 ที่ยังค้างอยู่และที่มีการซื้อขายแล้ว รายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบภายใน 30 วัน
4. ให้ผู้ที่ได้รับใบอนุญาต แบบ ป.3 และซื้ออาวุธปืนไปแล้ว นำปืนมาขอออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ หากไม่ดำเนินการจะถือว่าครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต
5. ให้กรมการปกครองตรวจสอบยอดขายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของผู้ค้าทุกรายว่าตรงกับใบอนุญาต แบบ ป.3 หรือไม่ หากพบความไม่ตรงกันให้ดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด พร้อมประสานกรมสรรพากรตรวจสอบการเสียภาษี
6. ให้กรมการปกครอง ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการกีฬาแห่งประเทศไทย ตรวจสอบยอดเครื่องกระสุนปืนในครอบครองของสนามยิงปืนทุกแห่งให้เป็นไปตามกฎหมาย หากพบความผิดให้ดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดและตรวจสอบภาษีเช่นกัน
7. ให้ฝ่ายปกครองและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งรัดปราบปรามอาวุธปืนเถื่อน โดยหากพบผู้กระทำผิดจะเสนอให้ศาลพิจารณาลงโทษในขั้นรุนแรง
มาตรการระยะยาว ประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก ได้แก่:
1. ให้กระทรวงมหาดไทยเสนอร่างปรับปรุง พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 ให้ทันสมัยภายใน 60 วัน โดยนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการอนุญาตและการซื้อขายแบบ Real-time เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมศุลกากรและกรมสรรพากร เพิ่มมาตรการจัดเก็บอัตลักษณ์อาวุธปืน ควบคุมการค้าและความรับผิดชอบของผู้ค้า ตลอดจนเพิ่มโทษผู้กระทำผิด
2. กำหนดให้ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ต้องมีการต่ออายุทุกๆ 5 ปี
3. เพิ่มมาตรการควบคุมการซื้อขายเครื่องกระสุนปืนของผู้ค้าและสนามยิงปืน โดยต้องตรวจสอบยอดจำหน่ายเปรียบเทียบกับสินค้าคงคลังเป็นรายวัน
ทั้งนี้ อธิบดีกรมการปกครองได้กำชับให้ปลัดจังหวัดแจ้งนายทะเบียนท้องที่ทุกแห่งเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงาน ซึ่งเมื่อได้รับแจ้งข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการแล้ว กรมการปกครองจะเร่งออกหนังสือสั่งการเพื่อซักซ้อมแนวทางปฏิบัติโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง


