เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ยื่นหนังสือต่อ พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รองผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ เพื่อให้ตรวจสอบกรณีการสวมสัญชาติไทยโดยใช้ พ่อทิพย์-แม่จีน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคดีที่แยกต่างหากจากกรณีที่เคยเป็นข่าวไปก่อนหน้านี้ โดยมีข้อเท็จจริงเกี่ยวข้องกับผู้ถูกกล่าวหาชุดใหม่ และเกิดขึ้นในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งย่านพระราม 9
นายปิยรัฐให้ความเห็นว่า ต้องการชี้ให้สังคมเห็นถึงมุมมองเชิงโครงสร้างราชการและวิกฤตความเชื่อมั่นระดับชาติ โดยแบ่งเป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
ประเด็นแรก มุมมองต่อผู้บังคับบัญชาฝ่ายทะเบียนราษฎร นายปิยรัฐเน้นย้ำว่า การตรวจสอบไม่ควรตัดตอนแค่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงาน เนื่องจากข้ออ้างที่มักจะชี้เป้าว่าเป็นการทุจริตของเจ้าหน้าที่ฝ่ายงานทะเบียนระดับปฏิบัติงานนั้น ขัดต่อระเบียบปฏิบัติของราชการอย่างสิ้นเชิง จากการตรวจสอบคู่มือประชาชนบนเว็บไซต์ทางการของกรมการปกครอง ระบุชัดเจนว่า การพิจารณาการได้สัญชาติไทยของบุตร ในกรณีที่มารดาเป็นคนต่างด้าว และบิดาเป็นคนไทย (ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสหรือรับรองบุตรตามกฎหมาย) จะต้องมีการดำเนินการสอบสวนพยานบุคคลอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่าบิดาเป็นบุคคลสัญชาติไทยจริง โดยใช้ระยะเวลาดำเนินการ 1 วัน
นายปิยรัฐตั้งคำถามว่า เมื่อระเบียบเขียนไว้ชัดเจนว่าต้องมีการตั้งกรรมการสอบสวนพยานบุคคล ผู้บังคับบัญชาในระดับเหนือนายทะเบียนคนนั้น ปล่อยปละละเลยให้เกิดการข้ามขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญเช่นนี้ได้อย่างไร หรือแท้จริงแล้วอาจ ร่วมรู้เห็นเป็นใจ ไปกับเม็ดเงินและผลประโยชน์ของขบวนการจีนเทา จึงไม่ควรให้คดีจบลงที่การตัดตอนให้เจ้าหน้าที่ตัวเล็ก ๆ รับผิดชอบเพียงลำพัง
ประเด็นที่สอง วิกฤตศรัทธาระบบทะเบียนราษฎร นายปิยรัฐแสดงความกังวลว่า พฤติการณ์ของคดีสะท้อนว่าขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติสามารถแทรกซึมและทำลายความน่าเชื่อถือของรากฐานการพิสูจน์ตัวตนของประเทศไทยลงอย่างราบคาบ การที่มารดาชาวจีนจะชุบตัวทารกให้กลายเป็นคนไทยโดยชอบด้วยกฎหมายได้นั้น จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่เวชระเบียนของสถานพยาบาลที่ทำคลอด ไปจนถึงฝ่ายทะเบียนราษฎรของสำนักงานทะเบียนท้องถิ่น
นายปิยรัฐกล่าวว่า นี่ไม่ใช่แค่คดีอาญาพื้นฐาน แต่เป็นวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ต่อระบบทะเบียนราษฎรของไทยที่สั่นคลอนความมั่นคงและอธิปไตยทางกฎหมาย หากไม่ทำการ รื้อและเอกซเรย์ระบบล้างบางช่องโหว่ ทั้งระบบอย่างจริงจังในตอนนี้ ในอนาคตประเทศของเราจะตกที่นั่งลำบากทั้งในสายตาคนไทย และสายตาของนานาประเทศที่จะไม่สามารถเชื่อถือฐานข้อมูลประชากรของประเทศไทยได้อีกต่อไป
ประเด็นที่สาม ด้านสิทธิมนุษยชน นายปิยรัฐชี้ว่า เด็กทารกคือ เหยื่อ ไม่ใช่ อาชญากร เพราะในบรรดาผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ทารกที่เพิ่งเกิด หรือเด็กที่กำลังเติบโต คือผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเครื่องมือ เด็กเหล่านี้ไม่มีความผิด และเลือกไม่ได้ที่จะต้องมาเกิดท่ามกลางการกระทำที่ผิดกฎหมายจากน้ำมือของพ่อแม่แท้ ๆ ของตน พวกเขาต้องลืมตาดูโลกขึ้นมาพร้อมกับพ่วง ข้อหาและตราบาป ทางคดีติดตัวตั้งแต่วันแรกเกิด โดยที่พ่อแม่แท้ ๆ ของตนเองเป็นผู้ยัดเยียดให้
สิ่งที่พ่อแม่ชาวจีนและขบวนการทุจริตทำลงไป ชัดเจนว่าไม่ได้ทำเพื่ออนาคตของเด็กอย่างสุจริตใจ แต่ทำเพื่อใช้สายเลือดของตนเองเป็นโล่มนุษย์และเป็นเครื่องมือบังหน้าในการถือครองอสังหาริมทรัพย์ เปิดบริษัท และเป็นนอมินีฟอกทรัพย์สินสีเทาในระยะยาว เด็กเหล่านี้จึงเป็นเหยื่อของความละโมบของกลุ่มทุนสีเทา และในฐานะ สส. ผมจะเดินหน้าผลักดันในชั้นกรรมาธิการและรัฐสภา เพื่อให้รัฐบาลมีมาตรการเชิงระบบที่เด็ดขาด ปิดตายช่องโหว่คนไทยขายชาติ และคืนความชอบธรรมให้อธิปไตยทางกฎหมายของไทยโดยเร็วที่สุด นายปิยรัฐกล่าวทิ้งท้าย
ในส่วนที่เกี่ยวข้อง นางภัสริน รามวงศ์ สส.กรุงเทพฯ เขต 7 ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า นอกจากกรณี พ่อทิพย์ แล้ว ยังมีกรณี แม่ทิพย์ รับจ้างตั้งครรภ์ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาในลักษณะเดียวกัน เพราะเป็นการกระทำเพื่อหวังสัญชาติ และสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการจับกุมกันมาแล้ว ผู้ที่ต้องการสวมสัญชาติไทยหากมีเงินลงทุนมากหน่อย ก็ถึงขั้นจ้างหญิงไทยไปอุ้มท้องแทนได้
นางภัสรินเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้จริงจังกับขบวนการอุ้มบุญผิดกฎหมายเหล่านี้ โดยเฉพาะวงจรการรับจ้างอุ้มบุญ รับบริจาคไข่และสเปิร์มเพื่อการพาณิชย์ ตามที่กฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 กำหนดไว้ว่า จะทำเพื่อการพาณิชย์ไม่ได้ และห้ามประกาศ โฆษณา ด้วยประการใดๆ เกี่ยวกับการตั้งครรภ์แทน แต่ทุกวันนี้ยังพบเห็นการโฆษณาในโซเชียลมีเดียได้ไม่ยาก พร้อมระบุเรทราคาและไอดีไลน์
นางภัสรินย้ำว่า การกระทำเหล่านี้ผิดกฎหมาย และขอเรียกร้องให้รัฐบาลจริงจังในการควบคุมและปราบปรามการใช้เทคโนโลยีช่วยการมีบุตรในทางที่ผิด เพราะนอกจากจะเป็นการสวมสัญชาติ สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดภัยความมั่นคงใหม่และการกลืนชาติ ยังเชื่อมโยงไปถึงขบวนการค้ามนุษย์ หรือแม้กระทั่งความเสี่ยงทางพันธุกรรมที่เป็นระเบิดเวลารอเป็นปัญหาให้ปะทุในอนาคตอีกไม่ช้า