เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่เห็นชอบมาตรการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวจากพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา เพื่อช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานของประเทศ ควบคู่กับการดูแลด้านความมั่นคงและมนุษยธรรมอย่างเป็นระบบ
กรมการปกครองจึงได้ดำเนินการจัดทำ “บัตรสีชมพู” หรือบัตรประจำตัวบุคคลให้แก่ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก UNHCR เพื่อใช้ในการจัดเก็บข้อมูล ตรวจสอบ และพิสูจน์ตัวบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ภาครัฐสามารถติดตาม ควบคุม และบังคับใช้กฎหมายได้อย่างถูกต้อง
อธิบดีกรมการปกครองยืนยันว่า บัตรสีชมพูมีวัตถุประสงค์เพื่อให้รัฐสามารถระบุตัวตนและสถานะของบุคคลได้อย่างชัดเจน ลดปัญหาบุคคลไร้เอกสาร และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการประชากร ไม่ได้เป็นการมอบสัญชาติไทยหรือสิทธิในฐานะคนไทยแต่อย่างใด
สำหรับการเดินทางออกนอกพื้นที่ควบคุม ผู้ถือบัตรจะต้องยื่นขออนุญาตต่อเจ้าหน้าที่ โดยแบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่ การเดินทางไปทำงาน การเดินทางด้วยเหตุจำเป็น เช่น รักษาพยาบาล ติดต่อราชการ หรือขึ้นศาล และการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเพื่อไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม หรือเดินทางกลับประเทศโดยสมัครใจ
นอกจากนี้ ผู้ได้รับอนุญาตจะต้องรายงานตัวเมื่อถึงปลายทางภายใน 48 ชั่วโมง และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตต้องเดินทางกลับเข้าพื้นที่ควบคุมเดิม พร้อมรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ภายใน 3 วัน เพื่อให้สามารถติดตามและควบคุมการเคลื่อนย้ายได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ กรมการปกครองย้ำว่า การออกบัตรสีชมพูเป็นเพียงมาตรการบริหารจัดการบุคคลให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้หลักความมั่นคงควบคู่กับหลักมนุษยธรรม และเป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศ ภาคเศรษฐกิจ และสังคมโดยรวม