ไม่รอด! ศาลสั่งจำคุก 1 ปี อดีตสส.ก้าวไกล ไม่รอลงอาญา
ข่าวการเมือง

ไม่รอด! ศาลสั่งจำคุก 1 ปี อดีตสส.ก้าวไกล ไม่รอลงอาญา

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่ศาลจังหวัดระยอง ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดระยองเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายนครชัย ขุนณรงค์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดระยอง เขต 3 พรรคก้าวไกล เป็นจำเลย ในความผิดฐานลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าตนขาดคุณสมบัติ และแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน

คำฟ้องระบุว่า ก่อนหน้านี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน ในคดีลักทรัพย์ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2626/2558 ของศาลจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต อันเข้าลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 42 (12) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ส่งผลให้ไม่สามารถสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ได้

อย่างไรก็ตาม จำเลยทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นอย่างดี แต่ยังคงยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งพร้อมเอกสารประกอบ และให้ถ้อยคำต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดระยอง ว่าตนมีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้าม ซึ่งถือเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่รับสมัครเลือกตั้ง

ภายหลังการเลือกตั้ง จำเลยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดระยอง และดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่ 14 พฤษภาคม ถึง 3 สิงหาคม 2566 โดยในช่วงเวลาดังกล่าวได้รับเงินประจำตำแหน่งและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นจากการดำรงตำแหน่ง รวมเป็นเงิน 402,055 บาท ซึ่งโจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยเป็นเวลา 20 ปี และให้คืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา ในวันนัดสืบพยานจำเลย นายนครชัยได้ขอถอนคำให้การเดิมที่เคยให้การปฏิเสธ และเปลี่ยนเป็นรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์และจำเลยจึงแถลงไม่ติดใจสืบพยาน พร้อมขอเลื่อนการฟังคำพิพากษา เพื่อจัดเตรียมเงินชำระคืนตามคำร้องของโจทก์บางส่วน และแสดงความประสงค์จะคืนเงินประจำตำแหน่งให้ครบถ้วน ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุสมควร จึงเลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาเป็นวันที่ 9 มีนาคม 2569 ซึ่งในการนัดฟังคำพิพากษาครั้งนี้ จำเลยได้เดินทางมาศาลด้วยตนเอง

ศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 42 (12) และมาตรา 151 โดยเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด คือความผิดฐานลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งที่รู้อยู่ว่าตนขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ศาลจึงพิพากษาให้จำคุก 2 ปี แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ อันเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1 ปี

ทั้งนี้ ศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งที่ทราบดีว่าตนขาดคุณสมบัติ ทั้งที่ตำแหน่งดังกล่าวเป็นตัวแทนของประชาชนและได้มาจากการเลือกตั้ง โดยจำเลยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่จนได้รับเลือกตั้ง แต่กลับเพิกเฉยต่อกฎหมาย เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างแก่บุคคลอื่น ศาลจึงเห็นว่าไม่สมควรรอการลงโทษ

พร้อมกันนี้ ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยเป็นเวลา 20 ปี และให้จำเลยคืนเงินประจำตำแหน่งรวมถึงผลประโยชน์ตอบแทนอื่นที่ได้รับจากการดำรงตำแหน่ง เป็นเงิน 402,055 บาท ให้แก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 ศาลจังหวัดระยองยังมีคำพิพากษาในคดีแพ่ง ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการทำให้รัฐต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ เป็นเงินต้น 7,735,942 บาท พร้อมดอกเบี้ย 492,806 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,228,748 บาท ภายหลังคำพิพากษา จำเลยได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ ซึ่งศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยกำหนดหลักประกันจำนวน 150,000 บาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง