เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอาญา นัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.3306/2567 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3332/2567 ซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ (พช.) จำเลยที่ 1 และนายพายัพ ปั้นเกตุ อดีตแกนนำนปช.และอดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) จำเลยที่ 2
ในความผิดฐาน หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และฐานสะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหา หรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย ยุยงประชาชนให้เข้ามีส่วนก่อการร้าย หรือรู้ว่ามีการก่อการร้ายแล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ คดีทั้ง 2 สำนวนนี้ โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลจึงรวมการพิจารณา โจทก์ฟ้องโดยสรุปว่า เมื่อเดือนเม.ย. 2553 ถึงวันที่ 15 ส.ค. 2553มีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ต่อมารัฐบาลขณะนั้นใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมจนยุติ
ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว กลุ่มแกนนำ นปช. รวมทั้งจำเลยทั้งสอง กับพวก ได้ชักชวนและร่วมกันไปทำการฝึกอาวุธที่เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา เพื่อเตรียมการก่อการร้ายในประเทศไทย โดยมีความมุ่งหมายสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน และเพื่อบังคับรัฐบาลในขณะนั้น อันเป็นการร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหา หรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย หรือยุยงประชาชนให้เข้ามีส่วนก่อการร้าย หรือรู้ว่ามีการก่อการร้ายแล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิด
นอกจากนี้ จำเลยทั้งสองกับพวก ยังได้กล่าวถ้อยคำดูหมิ่นเบื้องสูง ในทางเสียหาย อันเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 132 ศาลอาญา พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้ว เห็นว่า ข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท พยานโจทก์ให้การในชั้นสอบสวนและเบิกความต่อศาลขัดแย้งกันในสาระสำคัญ และไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนให้ปราศจากข้อสงสัย จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง
ข้อหาก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2) พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้เข้ารับการฝึกอาวุธ เบิกความสอดคล้องกันและมีน้ำหนักน่าเชื่อถือว่า มีการฝึกอาวุธที่กัมพูชา แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสอง เป็นผู้ชักชวนโดยตรง แต่จำเลยทั้งสอง มีบทบาทปลุกระดมทางความคิด เตรียมความพร้อมทางจิตใจ จัดหาที่พัก ให้เงิน และไปเยี่ยมผู้เข้าฝึก การกระทำดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการสะสมกำลังพลหรืออาวุธ และการก่อการร้าย ถือว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 ประกอบมาตรา 86 พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 ประกอบมาตรา 86 ต้องรับโทษเช่นเดียวกับตัวการตามมาตรา 135/3 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้ง 2 คน คนละ 5 ปี ยกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท อย่างไรก็ตาม ภายหลัง จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวพร้อมหลักทรัพย์ โดยอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล