ด่วน! ป.ป.ช. จ่อลงดาบ 44 ส.ส. ก้าวไกล ปมเสนอแก้ ม.112
ข่าวการเมือง

ด่วน! ป.ป.ช. จ่อลงดาบ 44 ส.ส. ก้าวไกล ปมเสนอแก้ ม.112

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไปสิ้นสุดลง สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อปรากฏประเด็นสำคัญจากกระบวนการตรวจสอบทางกฎหมายและจริยธรรมทางการเมือง

มีรายงานข่าวจากแหล่งข่าวระดับสูงในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ระบุว่า ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์นี้ กรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ ได้นัดประชุมเพื่อพิจารณาลงมติชี้มูลความผิดในคดีอดีต สส.พรรคก้าวไกล จำนวน 44 ราย ซึ่งถูกร้องกล่าวหาว่า จงใจฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังระบุด้วยว่า แนวโน้มผลการประชุมคาดว่า ป.ป.ช.จะมีมติชี้มูลความผิดอดีต สส.ทั้ง 44 ราย ซึ่งปัจจุบันบางส่วนเป็นอดีตกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ที่เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยลงโทษตัดสิทธิทางการเมืองไปแล้ว และที่เหลืออยู่ในสถานะอดีต สส.พรรคประชาชน ซึ่งหาก ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด จะดำเนินการรวบรวมสำนวนส่งต่อให้ศาลฎีกาเพื่อพิจารณา โดยศาลฎีกาจะใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบพยานหลักฐาน และหากมีคำสั่งประทับรับฟ้องเป็นคดี จะส่งผลให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ยังมีตำแหน่งทางการเมือง ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีตามกฎหมาย

สำหรับที่มาของคดีดังกล่าว มีจุดเริ่มต้นย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เมื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลในขณะนั้น นำรายชื่อ สส.พรรคจำนวน 44 คน ยื่นเสนอชุดร่างกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน รวมถึงร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต่อประธานรัฐสภา

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง ทั้งจากฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย กระทั่งต่อมาในการเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 พรรคก้าวไกลได้รับคะแนนเสียงสูงสุด ได้ สส.จำนวน 151 ที่นั่ง มากเป็นอันดับหนึ่งของสภา อย่างไรก็ตาม นายพิธาในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 250 คน ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญปี 2560 ส่งผลให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และพรรคก้าวไกลต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

ต่อมาเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2566 นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความ ได้ยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุด โดยระบุว่า การเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของนายพิธาและพรรคก้าวไกล อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก่อนจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้มีคำวินิจฉัย ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้พรรคก้าวไกลยุติการหาเสียงและการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 112 และในวันที่ 31 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า การเสนอแก้ไขมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกล เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ พร้อมสั่งให้ยุติการกระทำดังกล่าวโดยทันที

ภายหลังคำวินิจฉัยดังกล่าว คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาพิจารณา และมีมติส่งคำร้องพร้อมความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล จนกระทั่งวันที่ 7 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษายุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคจำนวน 11 คน เป็นเวลา 10 ปี อย่างไรก็ตาม สส.ที่ไม่อยู่ในคณะกรรมการบริหารพรรคยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ในสภาต่อไป ก่อนย้ายมาสังกัดพรรคประชาชน และเลือก นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นหัวหน้าพรรค

แม้พรรคก้าวไกลจะถูกยุบ และกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปแล้ว แต่นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ยังคงนำคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญมาใช้เป็นหลักฐาน ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนและดำเนินคดีกับอดีต สส.พรรคก้าวไกลทั้ง 44 ราย ที่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในข้อหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งมีโทษถึงขั้นตัดสิทธิทางการเมือง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง