วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) รายงานว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดกรณีนายชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรคกล้าธรรม (กธ.) จากกรณีถูกกล่าวหาลักลอบเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต ภายในห้องทำงาน สส. อาคารรัฐสภา ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
จากการไต่สวนพยานจำนวน 2 ราย พบว่า ในช่วงบ่ายวันที่ 11 มกราคม 2566 พยานได้เดินกลับมาที่ห้องทำงานเลขที่ 5083 ชั้น 5 อาคารรัฐสภา และเมื่อเปิดประตูเข้าไปพบว่านายชัยทิพย์พร้อมพวกรวม 4 คน นั่งล้อมวงอยู่รอบโต๊ะสี่เหลี่ยม โดยแต่ละคนถือไพ่ในมือ และมีชิปวางอยู่บนโต๊ะ เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเวลาราชการ
รายงานข่าวระบุว่า พยานที่เข้าให้การไม่ปรากฏว่ามีความโกรธเคืองกับนายชัยทิพย์มาก่อน และคำให้การมีความสอดคล้องกับภาพเคลื่อนไหวจากคลิปวิดิทัศน์ ขณะที่พยานอีกรายให้การในทำนองเดียวกันว่า เคยพบนายชัยทิพย์และพวกเล่นไพ่ภายในห้องดังกล่าว ซึ่งเป็นการสนับสนุนคำให้การของพยานรายแรกให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ นายชัยทิพย์ได้ให้การเป็นเอกสารยอมรับว่า ในวันและเวลาที่เกิดเหตุได้ร่วมเล่นไพ่สามกองจริง
จากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า วันที่ 11 มกราคม 2566 ระหว่างเวลา 13.35 - 16.00 น. นายชัยทิพย์กับพวกร่วมกันเล่นไพ่ภายในห้องทำงานดังกล่าว โดยมีการใช้ชิปเป็นอุปกรณ์สำหรับการเล่นพนัน และมีการเตรียมโต๊ะสี่เหลี่ยมที่มีลิ้นชัก ซึ่งเป็นลักษณะของอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการเล่นพนันโดยเฉพาะ
ป.ป.ช. ระบุว่า โดยทั่วไปชิปเป็นสิ่งที่ใช้แทนเงินหรือทรัพย์สิน และเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายในสากล โดยเฉพาะในบ่อนพนันหรือกาสิโน พฤติการณ์ในการเตรียมชิปและโต๊ะเล่นพนัน ทำให้เข้าใจได้ว่ามีการกำหนดมูลค่าเงินหรือทรัพย์สินในการเล่นไพ่ดังกล่าว
นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติการพนัน มาตรา 5 กำหนดว่า ผู้ใดจัดให้มีการเล่นพนันเอาเงินหรือทรัพย์สินแก่กัน ให้สันนิษฐานว่าผู้นั้นเล่นพนันเอาเงินหรือทรัพย์สิน การกระทำของนายชัยทิพย์จึงน่าเชื่อว่าเป็นการพนันเอาทรัพย์สินกัน
รายงานข่าวแจ้งว่า นายชัยทิพย์ไม่ได้สืบพยานหักล้างข้อกล่าวหา และยอมรับว่าอยู่ในวงและร่วมเล่นไพ่จริง แต่โต้แย้งว่าไม่ได้เป็นการพนันเอาทรัพย์สิน อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช. วินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการไม่รักษากฎหมายและกรอบศีลธรรมอันดี อีกทั้งยังเป็นการเล่นไพ่ภายในห้องทำงานของ สส. ซึ่งเป็นสถานที่ราชการและเกิดขึ้นในเวลาราชการ
การกระทำดังกล่าวถือว่าไม่รักษาเกียรติภูมิของประเทศและตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่เคารพสถานที่ ไม่สำรวมกริยาวาจาในรัฐสภา และก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อการดำรงตำแหน่ง สส. อันเป็นการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามข้อ 12 และข้อ 17 และเข้าลักษณะร้ายแรงตามมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 27 วรรคสอง
นายชัยทิพย์ได้อ้างว่า ตนได้ลาออกจากตำแหน่ง สส. แล้วเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2566 ส่งผลให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง และไม่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรฐานทางจริยธรรม ทำให้สำนักงาน ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจพิจารณา
อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช. เห็นว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต จึงอยู่ในบังคับของมาตรฐานทางจริยธรรม เนื่องจากในขณะเกิดเหตุ นายชัยทิพย์ยังคงดำรงตำแหน่ง สส.
คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติชี้มูลว่า การกระทำของนายชัยทิพย์เป็นความผิดฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และส่งเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 87 ต่อไป