ญี่ปุ่น ทนไม่ไหวแล้ว เคลื่อนไหวถึงไทย-กัมพูชา
ข่าวการเมือง

ญี่ปุ่น ทนไม่ไหวแล้ว เคลื่อนไหวถึงไทย-กัมพูชา

เว็บไซต์ khmertimeskh รายงานว่า นักลงทุนญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจภายใต้โมเดล “Thailand-Plus-One” กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก และจำเป็นต้องหันไปใช้เส้นทางขนส่งที่มีต้นทุนสูงและซับซ้อน เพื่อหลีกเลี่ยงการปิดพรมแดนทางบกระหว่างไทย-กัมพูชา โดย เอกอัครราชทูตอูเอโนะ อัตสึชิ เรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองหาทางออกอย่างสันติ

การปิดด่านพรมแดนทางบกระหว่างกัมพูชาและไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค ทำให้บริษัทญี่ปุ่นที่ใช้โมเดล Thailand-Plus-One ต้องเผชิญกับต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนด้านโลจิสติกส์

เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชา อูเอโนะ อัตสึชิ เปิดเผยเรื่องนี้ พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศแก้ไขข้อพิพาทด้านดินแดนผ่านการเจรจา และเปิดด่านพรมแดนทางบกอีกครั้ง

เขาระบุว่า การปิดพรมแดนที่ยืดเยื้อได้สร้างความปั่นป่วนให้กับห่วงโซ่อุปทาน และสร้างความยากลำบากอย่างมากให้กับบริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจในกัมพูชา

นับตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นและนักลงทุนได้เรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาเปิดด่านพรมแดน เพื่อฟื้นฟูการค้า หลังความตึงเครียดตามแนวชายแดนที่ยกระดับจนเกิดการปะทะทางทหารตลอดแนวพรมแดนยาวกว่า 800 กิโลเมตร ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตญี่ปุ่นหยุดชะงักอย่างรุนแรง และก่อให้เกิดความกังวลต่อการย้ายฐานการผลิต

ระหว่างการบรรยายหัวข้อ “กัมพูชา-ญี่ปุ่นในโลกยุคใหม่” ซึ่งจัดโดยศูนย์ศึกษาภูมิภาคกัมพูชา ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ณ ศูนย์ความร่วมมือกัมพูชา-ญี่ปุ่น เอกอัครราชทูตอูเอโนะได้กล่าวถึงความกังวลด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุน ท่ามกลางความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

“การปิดพรมแดนทางบกระหว่างไทยและกัมพูชาสร้างความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานของบริษัทญี่ปุ่น โดยเฉพาะบริษัทที่เข้ามาลงทุนในกัมพูชาเพื่อกระจายความเสี่ยงด้านการผลิต ซึ่งเราเรียกโมเดลนี้ว่า ‘Thailand Plus One’” เขากล่าว

เขาอธิบายว่า บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากที่มีโรงงานอยู่ในไทย ได้ย้ายฐานการผลิตบางส่วนมายังกัมพูชา เพื่อช่วยลดต้นทุน

“บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งที่ตั้งโรงงานในไทยอยู่แล้ว แต่เนื่องจากค่าแรงและต้นทุนในไทยเพิ่มสูงขึ้น จึงได้ย้ายการผลิตบางส่วนมายังกัมพูชา โดยคาดหวังว่าจะช่วยลดต้นทุนได้” เขากล่าว

เส้นทางขนส่งทางบกระหว่างสองประเทศถือเป็นหัวใจสำคัญของโมเดลธุรกิจดังกล่าว การปิดพรมแดนจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อรูปแบบ Thailand Plus One ซึ่งใช้ไทยเป็นศูนย์กลาง และขยายการผลิตไปยังกัมพูชา

“การขนส่งทางบกระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับบริษัทเหล่านี้ แต่โชคร้ายที่ตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว การปิดพรมแดนทำให้บริษัทต้องเผชิญความยากลำบากอย่างรุนแรง และต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น” เขากล่าว

เอกอัครราชทูตอูเอโนะ ระบุว่า บริษัทต่าง ๆ ถูกบังคับให้หันไปใช้ทางเลือกที่มีค่าใช้จ่ายสูงและซับซ้อนมากขึ้น

“บริษัทเหล่านี้ต้องเปลี่ยนเส้นทางขนส่งจากกัมพูชาไปไทย โดยใช้เรือ หรือแม้แต่การขนส่งทางอากาศ บางกรณีต้องอ้อมจากไทยไปลาว จากนั้นไปเวียดนาม และจากเวียดนามเข้าสู่กัมพูชา”

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าประเด็นการเปิด-ปิดพรมแดนเป็นเรื่องอ่อนไหว

“ผมเข้าใจดีว่าการเปิดหรือปิดพรมแดนเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมากสำหรับทั้งประชาชนไทยและกัมพูชา” พร้อมระบุว่า เขาและเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงเทพฯ ได้ร้องขอให้รัฐบาลทั้งสองฝ่ายหยิบยกประเด็นนี้เข้าสู่การหารือในคณะกรรมการชายแดน

แม้จะแสดงความกังวลต่อบรรยากาศการลงทุน แต่เขาระบุว่าผลกระทบยังอยู่ในวงจำกัด

“ตามตรงแล้ว ผมกังวลมากเกี่ยวกับการเสื่อมถอยของความเชื่อมั่นและความคาดหวังของนักลงทุนญี่ปุ่นต่อการลงทุนในกัมพูชา แต่จนถึงขณะนี้ ผลกระทบยังค่อนข้างจำกัด”

แทนที่บริษัทจะถอนการลงทุน หลายแห่งเลือกปรับตัว

“นักลงทุนญี่ปุ่นเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ ๆ ในรูปแบบ ‘Plus One’” เขากล่าว โดยชี้ไปที่เส้นทางผ่านเวียดนามและการขนส่งทางทะเล

เขาเสริมว่า จำนวนสมาชิกสมาคมธุรกิจญี่ปุ่นในกัมพูชา เพิ่มจาก 50 บริษัทในปี 2010 เป็น 248 บริษัทในปี 2025

ข้อมูลจากกรมศุลกากรและสรรพสามิตระบุว่า การค้าระหว่างกัมพูชากับญี่ปุ่นในปี 2025 เติบโตถึง 17% จากปีก่อนหน้า มูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ 2.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

เอกอัครราชทูตอูเอโนะ ยังกล่าวว่า ท่าเรือสีหนุวิลล์ (PAS) มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังบริษัทต่าง ๆ หันมาใช้การขนส่งทางทะเล พร้อมระบุว่าญี่ปุ่นได้สนับสนุนการพัฒนาและขยายขีดความสามารถของท่าเรือแห่งนี้

PAS รายงานว่า ปริมาณสินค้าผ่านท่าและตู้คอนเทนเนอร์ในช่วง 9 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา เติบโตอย่างโดดเด่น สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของภาคโลจิสติกส์ของกัมพูชา

ในปี 2025 การค้าระหว่างไทย-กัมพูชาหันมาใช้การขนส่งทางทะเลเป็นหลัก หลังจากการปิดพรมแดนทางบกอย่างสิ้นเชิงจากปัญหาความมั่นคง ส่งผลให้มูลค่าการค้ารวมลดลงเกือบ 15% เหลือประมาณ 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้การค้าชายแดนจะหยุดชะงัก แต่การขนส่งทางทะเลและเส้นทางผ่านลาวยังคงเป็นทางเลือกสำคัญ แม้จะมีข้อจำกัด

เอกอัครราชทูตอูเอโนะ กล่าวถึงบทบาททางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในกัมพูชาว่า ปัจจุบันมีบริษัทญี่ปุ่นราว 500 แห่งดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศ รวมถึงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น ห้าง AEON และโรงงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษ

เขายังระบุว่า ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนด้านการพัฒนาหลักของกัมพูชา โดยได้ให้การสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น สะพานสึบาสะ (สะพานเนียกลึง) ถนนหมายเลข 5 และล่าสุดยังเป็นผู้บริจาครายใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ

ในประเด็นความขัดแย้งชายแดน เอกอัครราชทูตอูเอโนะ ย้ำจุดยืนของญี่ปุ่นในการเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดกลั้นและแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี

“เรามองว่าความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัมพูชาและไทยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค ญี่ปุ่นจึงเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศใช้ความอดกลั้นสูงสุด และแสวงหาทางออกอย่างสันติผ่านการเจรจา” เขากล่าว

เขายังเปิดเผยว่า ญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในทั้งสองประเทศ ร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ และกำลังพิจารณาความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ผู้พลัดถิ่นและแรงงานที่เดินทางกลับ

ทั้งนี้ ไทยได้ปิดพรมแดนทางบกกับกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว ท่ามกลางความตึงเครียดที่ลุกลามเป็นการปะทะด้วยอาวุธตลอดแนวชายแดนร่วม 800 กิโลเมตร ขณะที่กัมพูชายืนยันว่า จะเปิดด่านพรมแดนทั้งหมดภายใน 5 ชั่วโมง หลังจากไทยเปิดการสัญจรอย่างสมบูรณ์ทุกจุด