เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. แถลงภาพรวมการเปิดการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า สส.ทั้งในและนอกเขตเลือกตั้งว่า ลงทะเบียนล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง 8,610 คน ลงทะเบียนล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง 2,206,138 คน และลงทะเบียนสำหรับผู้พิการทุพพลภาพผู้สูงอายุ 1,666 คน โดยมีหน่วยเลือกตั้งในเขต 521 แห่ง นอกเขตเลือกตั้ง 524 แห่ง สำหรับผู้พิการผู้ทุพพลภาพและผู้สูงอายุ 22 แห่ง
ภาพรวมตั้งแต่เวลา 08.00 น. ที่เปิดให้มีการลงคะแนนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีผู้การออกมาใช้สิทธิ์จำนวนมากๆ สุดคือ เขตบางกะปิ จำนวน 5.8 หมื่นคน มีบางหน่วยที่สถานที่อาจจะไม่พอกับจำนวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ หรือบางพื้นที่มีปัญหาการจราจรหนาแน่น เท่าที่ได้รับรายงาน เขตบางกะปิ จตุจักร เชียงใหม่ ซึ่งมีการลงทะเบียนมากกว่า 5 หมื่นคน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังสามารถอำนวยความสะดวกให้ประชาชนอย่างเรียบร้อย แต่มีที่บางเขต กทม.มีผู้ลงทะบียนกว่า 1 หมื่นคน อาจจมีปัญหาการจรจาบ้าง แต่ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ และแก้ไขปัญหาได้เรียบร้อยแล้ว ประชาชนสามารถเข้าไปยังหน่วยเลือกตั้งได้รวดรวดเร็ว
นายแสวง กล่าวว่า มีบางพื้นที่อาจจะมีบางเหตุการณ์ที่ไม่เรียบร้อย คือ จ.ชลบุรี ที่เอกสารแนะนำตัวผู้สมัครของผู้สมัครลำปางที่ติดหน้าหน่วย ไม่มีเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครของพรรคประชาชน หมายเลข 8 เนื่องจากเกิดความผิดพลาด โดย จ.ลำปาง ส่งเอกสารแนะนำตัวผู้หมายเลข 6 มาซ้ำ 2 ใบ แต่ไม่มีหมายเลข 8 ย้ำว่าเป็นความผิดพลาดในการจัดส่ง ไม่ใช่การกลั่นแกล้งทางการเมือง เรื่องนี้ทางชลบุรีได้มีการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว
นายแสวง กล่าวอีกว่า ส่วนสถานการณ์อื่นๆ ขณะนี้ได้รับรายงานว่า มีประชาชนบางคนเมื่อใช้สิทธิแล้ว ได้ออกมาแสดงความเห็นว่าตนเองเลือกใคร กาหมายเลขอะไรบ้าง ตรงนี้อยากให้ระมัดระวัง เพราะอาจจะนำไปสู่การร้องเรียน ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูข้อเท็จจริงว่า เป็นการแสดงความเห็นโดยเจตนาว่ามีทำไปเพราะอะไร ซึ่งอาจจะถูกร้องเรียนว่าทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยก็ได้
เมื่อถามถึงการซื้อเสียงมีหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า มี 2 เรื่อง ซึ่งจากการรายงานของจังหวัดที่ได้ร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เรามีชุดเคลื่อนที่เร็วที่ใช้ตำรวจเกือบครึ่งประเทศ ชุดป้องกัน ป้องปรามในการหาข่าวไม่ให้ซื้อเสียงได้ โดยในการข่าวเราพบว่ามีการเคลื่อนไหว แต่ยังไม่มีการกระทำเกิดขึ้น ผู้สมัครยังดำเนินการไม่ได้ นี่เป็นผลจากการที่เราเน้นเรื่องการป้องกัน ซึ่งกระบวนการคือ 1.จับตอนการดำเนินการ 2 คือจับการซื้อเสียง 3. การหาคนไปเป็นพยาน เรารู้ปัญหานี้ดี จึงได้เน้นการหาข่าวแล้วป้องกันไม่ให้มีการซื้อเสียงได้ ส่วนการซื้อเสียงตอนนี้ยังไม่มีประเด็น แต่มีเรื่องการร้องเรียนการหาเสียงทางโซเชียลฯมากกว่า
นายแสวง ชี้แจงกรณีที่เคยให้ข่าวก่อนหน้านี้ว่า เตรียมเงินได้ แต่อย่าซื้อเสียงว่า ตามกฎหมายแล้ว มาตรา 73 ไม่ว่าจะเป็นการจัดเตรียม หรือการไปซื้อเสียง เป็นความผิดทั้ง 2 อย่าง เมื่อวาน (31 ม.ค.) ตนอาจจะพูดเร็วไป ตนต้องการสื่อสารว่าการเตรียมการนั้นอยู่ในที่ลับ การจะจับก็ทำได้ยาก จึงต้องเน้นไปที่การป้องปราม ช่วงเตรียมการเราจึงเน้นเรื่องการหาข่าว หรืออย่างเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทยส่งข้อมูลมาก็จะประกับการสอบสวนว่าคนไปเบิกเงินนั้นมีความสัมพันธ์เป็นเครือญาติหรือไม่ เป็นผู้ช่วยหาเสียงหรือไม่ เบิกเงินมาเพื่ออะไร และได้นำเงินไปใช้อะไรบ้าง
ทั้งนี้ ตอนนี้เป็นขั้นตอนจังหวัดในการดำเนินการป้องปราม ซึ่งทางจังหวัดจะมีบัญชีหัวคะแนนอยู่ เขาจะประเมินพื้นที่ว่าเป็นพื้นที่สีแดง แข่งขันเข้มข้น การทำงานในพื้นที่ก็จะร่วมกับหลยหน่วยทั้งตำรวจ ผู้ตรวจการเลือกตั้งและภาคประชาชน ดังนั้นตอนนี้อยู่ในช่วงการกดดัน ป้องกัน ความตั้งใจเราคือไม่อยากให้มีการใช้เงินออกมาซื้อเสียง
ผมเชื่อว่าคนมีตัง แต่การจะไปจับคนช่วยเตรียมการนั้นยากกว่าการป้องกัน ซึ่งการเตรียมการผิดอยู่แล้ว แต่เวลาเราสงสัยเราไม่สามารถไปค้นได้ทันที ต้องมีหมายค้น ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร ต่างจากการซื้อเสียง ซื้อแล้วจะมีหลักฐานพอสมควร แต่เรื่องการเตรียมการนั้นการข่าวเราต้องดี และต้องมีหลักฐานสามารถออกหมายจับ ล็อกตัวได้เลย
นายแสวง กล่าวถึงกรณีเงิน 7,000 บาทที่ภาคอีสาน ที่แม่ค้าโพสต์ลงโซเชียลฯ แล้วมีการระบุว่า เป็นเงินซื้อเสียงนั้น มีการตรวจสอบแล้วจริงไม่ใช่เงินซื้อเสียง แต่บุคคลดังกล่าวขายของในตลาดแล้วโพสต์ลงในอิสตราแกรม แล้วมีคนไปแคปหน้าบัญชีของแม่ค้ารายนั้นเพื่อไปทำคอนเทนต์ว่า มีการซื้อเสียง ซึ่งทางกกต.ก็รู้ตัวคนแคป และคนโพสต์แล้ว ทั้ง 3 คน เรากำลังไปสอบอยู่
เมื่อถามถึงกรณีมีรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งมีพฤติกรรมเหมือนหัวคะแนน จะมีการตรวจสอบหรือดำเนินการอย่างไรหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีแน่นอน เจ้าหน้าที่ไปเป็นหัวคะแนนไม่มี ขนาดญาติผู้สมัคร หรือผู้ช่วยหาเสียง เราจะไม่ตั้ง ถ้าไปเป็นหัวคะแนนยิ่งไม่ใช่เลย ก่อนตั้งเราได้มีการตรวจสอบแล้ว
เมื่อถามอีกว่ามีการรายงานข่าวว่าอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ออกมาแฉว่ามีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข เรียกประชุม อสม. พูดจาโน้มน้าว ให้ลงคะแนน และหาเสียงช่วยผู้สมัครสส. เขต3 ศรีสะเกษ นายแสวง กล่าวว่า เรื่องนี้ตนขอไปตรวจสอบ ดูหลักฐานก่อน เราเป็นกรรมการเราไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้