พลิกโฉมประเทศ! 3 แคนดิเดต รทสช. ชูผลงาน 2 ปี ลุยรื้อระบบเศรษฐกิจ เดินหน้าลดค่าไฟ
ข่าวการเมือง

พลิกโฉมประเทศ! 3 แคนดิเดต รทสช. ชูผลงาน 2 ปี ลุยรื้อระบบเศรษฐกิจ เดินหน้าลดค่าไฟ

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี และนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค ร่วมให้สัมภาษณ์ในรายการ แฉ ทาง GMM25 ถึงนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติในการบริหารประเทศ หากได้รับความไว้วางใจให้เป็นรัฐบาล

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า นโยบายด้านพลังงานที่ผ่านมา ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าลดลงจากหน่วยละ 4.70 บาท เหลือ 3.94 บาท พร้อมย้ำว่า ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนแรกที่ไม่เคยปรับขึ้นค่าไฟฟ้า มีแต่การปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2567 เพียงปีเดียว ประชาชนจ่ายค่าไฟฟ้าน้อยลงทั้งระบบรวมกว่า 270,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาโครงสร้างพลังงานสามารถทำได้จริง หากกล้าชนกับกลุ่มทุนผูกขาด ขณะเดียวกัน ยังกล่าวถึงราคาแก๊สหุงต้มในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่ง ตลอด 2 ปีได้ตรึงราคาแก๊สถังขนาด 15 กิโลกรัมไว้ที่ 423 บาทจากต้นทุนกิโลกรัมละ 25 บาท โดยชี้ว่าภายหลังพ้นตำแหน่ง ราคาแก๊สกลับมีการปรับขึ้นเป็น 450-480 บาททั้งที่ต้นทุนลดลงเหลือประมาณกิโลกรัมละ 17 บาท

ส่วนกรณีผลสำรวจความคิดเห็นทางการเมืองที่พรรครวมไทยสร้างชาติไม่ได้อยู่ในอันดับต้น ๆ นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ไม่ได้กังวลหรือหวั่นไหวกับผลโพล พร้อมยกตัวอย่างการเลือกตั้งปี 2566 ที่หลายสำนักประเมินว่าพรรคจะได้ สส. ไม่เกิน 7 คน แต่ผลการเลือกตั้งจริงกลับได้ถึง 36 ที่นั่ง โดยย้ำว่าการทำงานทางการเมืองของตนยึดผลงานและความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นหลัก ไม่ได้ขับเคลื่อนตามกระแสโพล

สำหรับนโยบายในอนาคต นายพีระพันธุ์ ยืนยันว่า หากพรรครวมไทยสร้างชาติได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะผลักดันให้ค่าไฟฟ้าลดลงเหลือหน่วยละ 3.30 บาท ราคาแก๊สหุงต้มลดลงเหลือประมาณ 360 บาทต่อถัง และควบคุมราคาน้ำมันให้อยู่ที่ระดับประมาณ 25 บาทต่อลิตร พร้อมคำนวณว่า หากดำเนินนโยบายได้อย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปี จะช่วยประหยัดเงินให้ประเทศรวมกว่า 1,104,000 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 50 ล้านคน จะมีเงินเหลือในกระเป๋าคนละราว 35,520 บาท และใน 21 ล้านครัวเรือน จะประหยัดได้เฉลี่ยครัวเรือนละ 88,800 บาท

ด้าน ดร.อรรถวิชช์ กล่าวถึงการร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยยืนยันชัดเจนว่า ไม่มีแนวคิดย้ายพรรค แม้การเมืองจะเต็มไปด้วยแรงกดดันและข้อจำกัดด้านนายทุน โดยระบุว่าเหตุผลสำคัญคือความศรัทธาในผลงานของนายพีระพันธุ์ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าที่ส่งผลโดยตรงต่อชีวิตประชาชน พร้อมระบุว่า แม้พรรคจะไม่มีฐานทุนขนาดใหญ่และต้องเผชิญแรงต้านจากกลุ่มทุนผูกขาดอย่างหนัก แต่เมื่อเห็นผลลัพธ์จริงจากการลดค่าไฟได้ถึง 76 สตางค์ต่อหน่วย หรือราว 16% ยิ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นว่าการเมืองที่ยืนอยู่ข้างประชาชนยังสามารถเกิดขึ้นได้จริง โดยย้ำถึงแนวทางการทำงานของนายพีระพันธุ์ ว่า ทำมาก พูดน้อย การลดค่าไฟไม่ได้เกิดจากการแจกเงิน เนื่องจากกระทรวงพลังงานมีงบประมาณจำกัด แต่เกิดจากการแก้ไขโครงสร้างและการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ ดร.อรรถวิชช์ ยังกล่าวถึงแนวคิดการแก้ไขปัญหาระบบเครดิตบูโร โดยระบุว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ปิดกั้นโอกาสทางการเงินของประชาชนและเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างแท้จริง โดยเสนอให้ผู้ที่ปิดบัญชีหนี้เรียบร้อยแล้ว สามารถลบประวัติเครดิตบูโรและกลับเข้าสู่ระบบการเงินได้ทันที ไม่ต้องรอถึง 3 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเริ่มต้นใหม่ทางเศรษฐกิจ

ด้านนายนราพัฒน์ กล่าวถึงปัญหาหลักของเกษตรกรไทยในปัจจุบัน โดยระบุว่า อยู่ที่เรื่องที่ดินทำกิน ปุ๋ยราคาแพง และการถูกเอาเปรียบจากระบบตลาด โดยเสนอให้มีการจัดตั้ง ศาลที่ดิน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถยื่นคำร้องได้โดยตรง ไม่ต้องเสียค่าทนาย ใช้ระบบไต่สวน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างรัฐกับประชาชน และสร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ขณะที่ต้นทุนการผลิต เสนอให้ประเทศไทยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในประเทศ โดยเฉพาะแร่โพแทส เพื่อนำมาผลิตปุ๋ย ลดการพึ่งพาการนำเข้า พร้อมเสนอให้รัฐทำหน้าที่เป็นพาร์ทเนอร์ในการเจรจาแลกเปลี่ยนวัตถุดิบกับต่างประเทศ รวมถึงการนำผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมพลังงานมาผลิตยูเรีย เพื่อลดต้นทุนการผลิต และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยในอนาคต และย้ำว่า การปฏิรูปภาคเกษตรต้องมุ่งสู่การเป็น ธุรกิจการเกษตร ใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และระบบ Smart Farm เพื่อทำให้เกษตรกรรมเป็นอาชีพที่มั่นคงและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยหวังดึงคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะคนรุ่น Gen Z กลับคืนสู่ภาคการเกษตร และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ครัวของโลก

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ กล่าวย้ำว่า ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีบนเส้นทางการเมือง ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการทำงานทั้งหมดเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อตนเอง พรรคการเมือง หรือกลุ่มใด พร้อมยืนยันว่า พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคการเมืองที่เข้ามาทำงาน ไม่ได้เข้ามาเล่นการเมือง หากประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง และต้องการให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่อยู่แล้วมีความสุข มีความหวัง รัฐบาลเป็นที่พึ่งของประชาชน คนดีได้รับการคุ้มครอง ผู้ที่เอาเปรียบสังคมถูกจัดการอย่างเด็ดขาด รวมถึงการลดค่าครองชีพและจัดการปัญหานายทุนผูกขาด ทั้ง พลังงาน น้ำมัน ไฟฟ้า เกษตร และการเงิน ขอให้เลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ เบอร์ 6 และผู้สมัครของพรรคทั่วประเทศ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง