บุ๋ม ช็อกเงินในตู้เซฟหาย 7 ล้าน แฉสามีนอกใจ ขโมยเงิน
บุ๋ม ช็อกเงินในตู้เซฟหาย 7 ล้าน แฉสามีนอกใจ ขโมยเงิน
ข่าวบันเทิง

บุ๋ม ช็อกเงินในตู้เซฟหาย 7 ล้าน แฉสามีนอกใจ ขโมยเงิน

ฟังข่าวนี้

จากกรณีข่าวลือว่า ก๊อต อธิป สามีของพิธีกรชื่อดัง บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี กว้านซื้อที่ดินกว่า 100 ไร่ ในจังหวัดนครนายก และถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ล่าสุดวันนี้ (27 ต.ค. 2569) บุ๋ม ปนัดดา พร้อมทนายความ ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว ณ อาคารออกอากาศ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ถนนพระราม 9

โดยบุ๋มเริ่มต้นแถลงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พร้อมกล่าวขอบคุณทุกคนที่รอฟังคำชี้แจง และยอมรับว่าไม่เคยคิดว่าจะต้องออกมาพูดถึงเรื่องนี้ แต่เมื่อประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับตนเอง จึงจำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริงและเปิดเผยเอกสาร เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความสบายใจ พร้อมยืนยันว่าการออกมาพูดครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาช่วยเหลือใคร

สำหรับเรื่องที่ดิน บุ๋มยืนยันว่าไม่ทราบรายละเอียดมาก่อน และไม่เคยเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าว โดยระบุว่าสามารถสอบถามประชาชนในพื้นที่ได้ พร้อมเผยว่าเพิ่งทราบว่ามีที่ดินอยู่บริเวณนั้น หลังเกิดประเด็นเป็นข่าว ส่วนที่ทราบก่อนหน้านี้มีเพียงเรื่องที่สามีไปทำสนามวิ่งเทรล เนื่องจากเคยเห็นเหรียญรางวัลที่ส่งมาถึงบ้าน แต่ไม่เคยได้รับทราบรายละเอียดอื่น ๆ

นอกจากนี้ บุ๋มยังเปิดเผยว่า เพิ่งเห็นเอกสารสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าว ซึ่งพบอยู่ในตู้เซฟของสามี โดยเอกสารระบุว่ามีการทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2567 ด้วยมูลค่า 2,500,000 บาท แต่ตนไม่ทราบว่าการทำสัญญาเกิดขึ้นอย่างไร หรือมีรายละเอียดอื่นใดเกี่ยวข้องบ้าง

เปิดเอกสารกู้เงินเกือบ 5 ล้าน เผยสามีเคยขอเงินเกือบ 3 ล้าน

บุ๋มยังได้กล่าวถึงสถานะทางการเงินและภาระการทำงานของมูลนิธิ โดยระบุว่าในปี 2567 เป็นช่วงที่ตนกำลังตั้งครรภ์ และต้องทุ่มเททั้งเวลาและเงินส่วนตัวเพื่อขับเคลื่อนงานของมูลนิธิ ก่อนที่เงินสนับสนุนจะเริ่มเข้ามามากขึ้นในช่วงปลายปี หลังเกิดเหตุการณ์โคลนถล่มที่แม่สาย ซึ่งตนได้เคยชี้แจงเรื่องนี้ผ่านรายการแฉมาแล้ว

พร้อมกันนี้ บุ๋มยังเปิดเผยเอกสารอีกฉบับ ซึ่งระบุว่าในเดือนมิถุนายน 2567 ตนได้กู้เงินจากธนาคารไทยพาณิชย์เกือบ 5 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้จ่ายทั้งในส่วนของมูลนิธิและภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัว โดยยืนยันว่าตนทุ่มเทให้กับงานของมูลนิธิอย่างเต็มที่มาโดยตลอด

ขณะเดียวกัน บุ๋มกล่าวว่าในช่วงประมาณเดือนตุลาคมปีเดียวกัน สามีเคยขอเงินจากตนเกือบ 3 ล้านบาท โดยแจ้งว่าจะนำไปทำธุรกิจหรือใช้จ่ายในเรื่องต่าง ๆ แต่รายละเอียดเกี่ยวกับการนำเงินไปใช้ทำอะไรนั้น ตนไม่ได้เปิดเผยเพิ่มเติมในครั้งนี้

สามีก็เคยมาขอเงิน 2,000,000 กว่าบาทไปลงทุนก็ไม่รู้อะไรว่าเอาไปทำอะไร จากนั้นเงินในตู้เซฟก็หายไป 7,000,000 บาท มันเป็นเงินขวัญถุงของลูกทั้ง 3 คน บุ๋มเองก็ช็อก เพราะมันเป็นเงินของลูก เขาคงมองในมุมที่เขาเป็นพ่อเด็กเขาเลยสามารถเอาเงินไปได้

ตอนเขามาบอกว่าเขาใช้เงินในตู้เซฟหมดแล้ว มันแทบล้มทั้งยืน หลังจากนั้นเขาไปทำธุรกิจกับเพื่อนเขา แล้วจู่ ๆ เจ้าหนี้ก็โทรมาทวงเงินกับบุ๋ม ประมาณ 3 ราย

เผยปมปัญหาครอบครัว ยอมประคองสถานะพ่อแม่เพื่อลูก

อีกประเด็นที่บุ๋มเปิดเผยระหว่างการแถลงข่าว คือปัญหาความสัมพันธ์ภายในครอบครัว โดยเล่าว่าในช่วงใกล้คลอดลูกคนเล็ก มีพี่เลี้ยงของน้องอเล็กซ์รายหนึ่ง ซึ่งมีลูกสาววัยประมาณ 17-18 ปี มาเล่าให้ฟังว่า สามีของบุ๋มพาลูกสาวของพี่เลี้ยงไปเลี้ยงเบียร์หนึ่งขวดและดูแลในลักษณะที่ทำให้เธอเกิดความกังวล อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวเป็นข้อมูลที่บุ๋มได้รับการบอกเล่ามา

บุ๋มระบุว่า เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ทั้งสองคนเริ่มใช้ชีวิตแยกกันตั้งแต่ปี 2567 โดยยอมรับว่าในเวลานั้นตนอาจยังไม่เข้มแข็งมากพอที่จะตัดสินใจเปลี่ยนแปลงสถานะครอบครัว เนื่องจากกำลังใกล้คลอด และต้องการประคองภาพความเป็นครอบครัวให้ดำเนินต่อไปได้ โดยคำนึงถึงลูกเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ บุ๋มยังกล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่มักได้รับจากสังคม โดยเฉพาะคำพูดที่ว่าเป็นผู้หญิงเก่งในการทำงาน แต่ไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องความรัก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เธอพยายามประคับประคองครอบครัวต่อไปในเวลานั้น

แม้ความสัมพันธ์ในฐานะสามีภรรยาจะเปลี่ยนไป แต่บุ๋มยืนยันว่าตนยังคงทำหน้าที่แม่อย่างเต็มที่ และเปิดโอกาสให้สามีทำหน้าที่พ่อ ใช้เวลาร่วมกับลูกและทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยกัน โดยทั้งคู่แยกห้องกันอยู่ ต่างคนต่างใช้ชีวิต และไม่ได้จำเป็นต้องอยู่ร่วมกันตลอดเวลา

บุ๋มเผยว่า การจัดการชีวิตครอบครัวในลักษณะนี้ทำให้ตนสามารถเดินหน้าทำงานและลงพื้นที่ช่วยเหลือสังคมได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็ยังพยายามรักษาบทบาทของพ่อและแม่ให้กับลูก ๆ ต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ