กลายเป็นอีกหนึ่งบทเรียนชีวิตที่ฟังแล้วต้องฉุกคิด สำหรับนักแสดงหนุ่มมากความสามารถ “มาร์ค ภาคิน” ที่ล่าสุดออกมาเปิดใจในรายการ “ซานิเบาได้เบา” เล่าถึงเส้นทางชีวิตในวงการบันเทิง ตั้งแต่วันที่เคยมีเงินหมดบัญชี ก่อนจะค่อยๆ ก้าวขึ้นมาเป็นนักแสดงดาวรุ่งที่มีทั้งชื่อเสียงและงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

มาร์คยอมรับว่า ช่วงหนึ่งเมื่อชื่อเสียงและโอกาสในการทำงานหลั่งไหลเข้ามา ประกอบกับพื้นฐานชีวิตที่เคยผ่านช่วงไม่มีและเคยลำบากมาก่อน ทำให้ตัวเองเริ่มเปลี่ยนไป โดยนำ “ตัวเลข” มาเป็นตัวตั้งในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นยอด Engagement ยอดวิว ความเร็วในการรันคลิป รวมถึงรายได้และจำนวนงานพรีเซนเตอร์ จนสุดท้ายกลายเป็นว่าทุกอย่างที่คิดและพูดคุย ล้วนวนเวียนอยู่กับเรื่องตัวเลขและเงิน
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้ส่งผลต่อตัวมาร์คเพียงคนเดียว แต่ยังทำให้คนรอบข้างเริ่มรู้สึกได้ถึงความไม่เหมือนเดิม โดยเฉพาะ “พี่ออฟ นพณัช” ผู้กำกับและผู้บริหารคนสำคัญที่คอยสนับสนุนและพามาร์คเข้าสู่วงการ ถึงขั้นต้องเดินเข้ามาพูดคุยกันแบบเปิดอก พร้อมกับน้ำตา และเอ่ยประโยคที่ทำให้มาร์คถึงกับจุกว่า

“มึงไม่ใช่มาร์ค ภาคิน คนที่กูรู้จักวันแรก”
เพราะจากคนที่เคยพูดคุยกันถึงเรื่องแพสชันในการแสดง รวมถึงเรื่องราวชีวิตต่างๆ กลับกลายเป็นว่ามาร์คในช่วงเวลานั้นเอาแต่พูดถึงตัวเลข รายได้ และผลตอบแทน จนแทบไม่เหลือบทสนทนาแบบเดิมๆ ที่เคยมีร่วมกัน
คำพูดดังกล่าวกลายเป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนให้มาร์คได้เห็นตัวเองอย่างชัดเจน เจ้าตัวยอมรับว่าถึงกับพูดไม่ออก และเริ่มรู้ตัวว่าระหว่างทางนั้น “ความน่ารักและความเป็นมนุษย์” ของตัวเองกำลังหายไป เพราะมัวแต่ไล่ตามความสำเร็จและตัวเลขต่างๆ
หลังจากเหตุการณ์นั้น มาร์คจึงตัดสินใจหยุดและดึงสติตัวเองกลับมา พร้อมโทรศัพท์ไปหาพ่อแม่และเลือก “เซ็ตซีโร่” ชีวิตใหม่ โดยกลับมาโฟกัสกับสิ่งที่ตัวเองรัก นั่นคือการเป็นนักแสดงที่ดี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวเองในสายงาน รวมถึงจัดสรรเวลาให้ครอบครัวและคนที่รักมากขึ้น
เรื่องราวครั้งนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งบทเรียนราคาแพงของ มาร์ค ภาคิน ที่ทำให้เจ้าตัวได้เรียนรู้ว่า ความสำเร็จอาจไม่ได้วัดกันเพียงตัวเลขหรือรายได้ แต่ยังรวมถึงการไม่หลงลืมตัวตน คนที่รัก และความสุขระหว่างทาง จนกลายเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์สำคัญที่ช่วยหล่อหลอมให้เขาเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นในวันนี้