ถ้าใครจำกันได้เรื่องบ้านหลังแรกของน้องลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น ที่จังหวัดสงขลา เคยเป็นประเด็นมาแล้วรอบหนึ่ง ตอนนี้มีเรื่องราวต่อเนื่องให้ติดตามอีกค่ะ เมื่อคุณพรรณิภา โอฬารธัมมะกิติ์ อายุ 52 ปี เจ้าของธุรกิจทิชชู่แบรนด์ดัง ออกมาเล่าเรื่องราวที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ และวอนขอให้ เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น ช่วยซื้อบ้านหลังนี้คืน
คุณพรรณิภาเล่าให้ฟังว่า เธอสนิทกับ แม่เกด (คุณแม่ของเจนนี่และลิลลี่) เพราะบ้านอยู่ใกล้กันที่จังหวัดสงขลาค่ะ กระทั่งช่วงเดือนมีนาคม 2568 แม่เกดมีความจำเป็นต้องใช้เงิน เลยนำบ้านหลังดังกล่าวมาจำนองกับคุณพรรณิภาในราคา 5 ล้านบาท ด้วยความไว้ใจกัน คุณพรรณิภาก็ให้เงินไปตามจำนวนนั้นเลย
แต่แล้วเรื่องราวก็พลิกผันไปอีก เมื่อแม่เกดไม่ได้ส่งดอกเบี้ยและไม่มีเงินมาไถ่ถอน ทำให้คุณพรรณิภาต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์บ้านมาเป็นชื่อของเธอชั่วคราว เพื่อรักษาสิทธิ์ตามกฎหมาย
คุณพรรณิภาเล่าต่อว่า พอเรื่องบ้านนี้กลายเป็นข่าวขึ้นมา เธอก็คิดว่าเจนนี่จะต้องมาซื้อบ้านคืนให้แม่เกดแน่ๆ ค่ะ จนกระทั่งหลังดราม่าระหว่างแม่ลูกจบลง แม่เกดก็ติดต่อมาสอบถามราคาบ้าน โดยแจ้งว่าเจนนี่จะเป็นคนซื้อคืน
ตอนแรกคุณพรรณิภาเสนอขายคืนที่ 5.5 ล้านบาท รวมดอกเบี้ยแล้ว แต่เจนนี่ต่อรองขอเหลือ 5 ล้านบาท เธอก็ยอมโดยไม่คิดดอกเบี้ยค่ะ จากนั้นเจนนี่ยังขอต่ออีกเหลือ 4.5 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่า อยากให้คิดว่าเธอเป็นคนนอกมาซื้อ ไม่ต้องคิดว่าแม่เอาบ้านมาจำนอง คุณพรรณิภาใช้เวลาคิดอยู่ 1-2 วัน ก่อนจะยอมรับข้อเสนอ เพราะตั้งใจจะนำเงินไปลงทุนอย่างอื่น
แต่แล้วเรื่องก็เงียบไปอีก เมื่อคุณพรรณิภาโทรกลับไปแจ้งคำตอบ เจนนี่กลับไม่รับสาย และหลังจากนั้นก็ไม่มีการติดต่อกลับมาอีกเลย จนเวลาผ่านไปเกือบ 6 เดือนแล้ว
คุณพรรณิภายืนยันว่า ที่เธอออกมาพูดครั้งนี้ไม่ได้โกรธหรือมีปัญหากับแม่เกดหรือเจนนี่เลยนะคะ ตรงกันข้ามยังรักและเอ็นดูเหมือนเดิมเลยค่ะ เธอยังย้ำอีกว่า ที่ผ่านมาเคยช่วยเหลือแม่เกดมาหลายครั้ง รวมถึงเคยนำเงิน 400,000 บาท ไปช่วยไถ่รถที่แม่เกดนำไปจำนำคืนให้ด้วย เพราะเข้าใจคนที่เคยผ่านช่วงชีวิตลำบากเหมือนกับตนเอง
นอกจากนี้ คุณพรรณิภายังให้เหตุผลที่อยากขายบ้านคืนให้ครอบครัวนี้อีกว่า เพราะบ้านทั้ง 4 หลังอยู่ติดกัน ไม่มีรั้วแบ่งเขต อีกทั้งยังทราบมาว่าในช่วงที่ผ่านมา บ้านของลิลลี่ที่สงขลาประสบปัญหาน้ำท่วมหนัก จนต้องย้ายไปเช่าคอนโดพักอาศัยชั่วคราวอีกด้วยค่ะ