วันนี้ (22 ก.ย. 69) นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการบริหารจัดการและพัฒนาระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลังในฐานะหน่วยงานปฏิบัติการหลัก ได้เร่งปรับปรุงระบบคัดกรองข้อมูลสิทธิให้สะท้อนความเป็นจริงในปัจจุบันของผู้มีรายได้น้อย โดยเน้นการบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้การอนุมัติสิทธิและการจ่ายเงินเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมที่สุด
นายวินิจ กล่าวว่า กระทรวงการคลังตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนในภาวะค่าครองชีพปัจจุบัน ทาง สศค. จึงมุ่งเน้นการแก้ปัญหาและคืนสิทธิแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที ประชาชนผู้ถือบัตรหรือผู้ยื่นขอสิทธิไม่ต้องกังวลว่าจะเสียสิทธิไปโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม
นอกจากนี้ กระบวนการทบทวนสิทธิและปรับปรุงเกณฑ์คัดกรองว่า ที่ผ่านมา คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากได้มีการพิจารณาผ่อนปรนและแก้ไขเกณฑ์บางประการให้สอดคล้องกับสภาพสังคม
ครม.ได้เห็นชอบปรับผ่อนปรนเกณฑ์ให้ยืดหยุ่นขึ้น 4 ด้าน ได้แก่ ยกเว้นสิทธิให้ นักเรียน กศน./อาชีวะพัฒนาชนบท, ผู้ถือหุ้นวิสาหกิจชุมชน/วิสาหกิจเพื่อสังคม ผู้ถือหุ้นหรือตราสารหนี้มูลค่าไม่เกิน 5,000 บาท รวมถึงผู้ครอบครอง มอเตอร์ไซค์เก่าเกิน 15 ปี และรถยนต์/รถเกษตรเก่าเกิน 20 ปี ให้สามารถเข้าร่วมรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐได้ตามปกติ
ในการปรับปรุงเกณฑ์คัดกรอง เราได้ยึดหลักความถูกต้องและโปร่งใส ผู้ที่ถือครองยานพาหนะที่มีอายุการใช้งานสูงหรือมีสภาพไม่เอื้อต่อการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น จะได้รับการพิจารณาคืนสิทธิทันที
ขณะเดียวกัน สำหรับกลุ่มที่มีฐานะทางเศรษฐกิจหรือสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนจากการตรวจสอบข้อมูลร่วมกับหน่วยงานภายนอก ระบบก็ต้องทำการคัดกรองออก เพื่อให้งบประมาณแผ่นดินถูกนำไปใช้ดูแลผู้ที่ลำบากที่สุดได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
นายวินิจ กล่าวเพิ่มเติมถึงการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและโครงข่ายการใช้จ่ายว่า สศค. ได้ประสานงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และธนาคารของรัฐ ในการเชื่อมโยงระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้ากับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ของรัฐบาล อาทิ โครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อขยายวงร้านค้าและจุดบริการให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถนำวงเงินไปใช้จ่ายได้หลากหลายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น
สำหรับผู้ไม่ได้รับสิทธิบัตรฯ ปี 2569 ทั้งกลุ่มผู้มีบัตรฯ ปี 2565 เดิม และกลุ่มที่ลงทะเบียนใหม่โดยมีคุณสมบัติ ดังนี้
1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย
2. มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ยืนยันเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)
3. มีบัตรประจำตัวประชาชน
4. ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่ (1) โครงการคนละครึ่ง (2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 (4) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 (5) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 (6) โครงการคนละครึ่ง พลัส และ (7) โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)