กรมส่งเสริมการเกษตร สรุปข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ หลักเกณฑ์ อัตราการช่วยเหลือ และขั้นตอนการขอรับความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืช เพื่อให้เกษตรกรเตรียมตัวและดำเนินการได้อย่างถูกต้อง
1. ตรวจสอบและปรับปรุง ทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบันก่อนเกิดภัย
2. เมื่อเกิดความเสียหาย ให้ยื่น แบบขอรับความช่วยเหลือ (กษ 01) พร้อมผ่านการตรวจสอบและรับรองความเสียหายตามขั้นตอน
3. ติดตามการประชาคม การตรวจสอบ และรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณาจากหน่วยงานในพื้นที่
อัตราการช่วยเหลือด้านพืช ครอบคลุมทั้งข้าว พืชไร่และพืชผัก ไม้ผลไม้ยืนต้น แปลงปลูกดินโคลนทับถม แมลงเศรษฐกิจ และนาเกลือทะเล ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
อัตราช่วยเหลือด้านพืชตามหลักเกณฑ์ใหม่ แบ่งเป็นดังนี้
- ข้าว ช่วยเหลือ 2,240 บาทต่อไร่
- พืชไร่และพืชผัก ช่วยเหลือ 3,180 บาทต่อไร่
- ไม้ผล ไม้ยืนต้น และอื่น ๆ ช่วยเหลือ 6,800 บาทต่อไร่
- ไม้ผลและไม้ยืนต้นที่ชะงักการเจริญเติบโต แต่ไม่ตาย หรือผลผลิตได้รับความเสียหาย ช่วยเหลือ 3,400 บาทต่อไร่
- พื้นที่ถูกหิน ดิน ทราย ไม้ โคลน หรือซากวัสดุทับถม จนไม่สามารถใช้เพาะปลูกได้ ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการขุดลอกและขนย้าย ในอัตรา 16,000 บาทต่อไร่ แต่ไม่เกิน 5 ไร่
เงื่อนไขสำคัญที่เกษตรกรต้องตรวจสอบ คือ ต้องขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนเกิดภัย พื้นที่เพาะปลูกต้องได้รับความเสียหายจริง และต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ
สำหรับกรณีพืชตายหรือเสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูหรือเยียวยาให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ จะพิจารณาช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจริง ภายใต้เพดานไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่
ทั้งนี้ เงิน 6,800 บาทต่อไร่ ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรทุกประเภทจะได้รับในอัตรานี้ แต่เป็นอัตราสำหรับกลุ่ม ไม้ผล ไม้ยืนต้น และอื่น ๆ ที่พืชตายหรือเสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ ขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวจะได้รับในอัตรา 2,240 บาทต่อไร่
ขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืช ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2568
ระยะเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของการให้ความช่วยเหลือ ไม่เกิน 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่เกิดภัย
ขั้นตอนที่ 1 เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัด ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว
ขั้นตอนที่ 2 เกษตรกรยื่นแบบขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) ซึ่งมีผู้ใหญ่บ้าน/กำนัน นายก อบต./นายกเทศมนตรี ตรวจสอบและรับรองความเสียหาย
ขั้นตอนที่ 3 คณะอนุกรรมการตรวจสอบความเสียหายระดับหมู่บ้าน ตรวจสอบและรับรองความเสียหาย
ขั้นตอนที่ 4 นำรายชื่อเกษตรกรที่ผ่านการตรวจสอบแล้วไป ติดประกาศตามสถานที่ที่กำหนด ไม่น้อยกว่า 3 วัน
ผู้โอนเงินช่วยเหลือ คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และ โอนตรงเข้าบัญชีเกษตรกรเท่านั้น
ขั้นตอนการพิจารณาให้ความช่วยเหลือ
สำนักงานเกษตรอำเภอ นำเสนอคณะกรรมการ ก.ช.ภ.อ. พิจารณาให้ความช่วยเหลือตามวงเงินที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดสรร
หากไม่เพียงพอ ให้สำนักงานเกษตรจังหวัดเสนอคณะกรรมการ ก.ช.ภ.จ. พิจารณาให้ความช่วยเหลือ
หากไม่เพียงพอ ให้คณะกรรมการ ก.ช.ภ.จ. พิจารณาให้ความเห็นชอบขอใช้เงินทดรองราชการ ในอำนาจ ปลัด กษ.



ขอบคุณข้อมูล : กรมส่งเสริมการเกษตร