เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่รอบบิลค่าไฟฟ้าเดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป ประชาชนจะเริ่มได้รับประโยชน์จากโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพผ่านการปรับแก้ปัญหาด้านต้นทุนและโครงสร้างค่าไฟฟ้าให้มีความเหมาะสมและยั่งยืนในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณน้อยเป็นลำดับแรก
สำหรับผู้ใช้ไฟประเภทบ้านอยู่อาศัย จะมีการปรับวิธีคิดค่าไฟเป็นอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) โดยกำหนดอัตราค่าไฟสำหรับ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3.00 บาทต่อหน่วย ส่วนการใช้ไฟตั้งแต่หน่วยที่ 201-400 คิดในอัตรา 4.1584 บาทต่อหน่วย และตั้งแต่หน่วยที่ 401 เป็นต้นไป คิดในอัตรา 4.3583 บาทต่อหน่วย
โครงสร้างดังกล่าวมีเป้าหมายให้ภาระค่าไฟฟ้าสอดคล้องกับปริมาณการใช้จริง โดยครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่มากจะได้รับประโยชน์จากอัตราที่ลดลง ขณะเดียวกันยังเป็นการปรับโครงสร้างค่าไฟให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น
นางสาวรัชดา กล่าวว่า นอกจากการปรับอัตราสำหรับบ้านอยู่อาศัยแล้ว รัฐบาลยังปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสำหรับผู้ใช้ไฟทุกประเภท เมื่อรวมค่า Ft จากเดิม 3.95 บาท เหลือ 3.86 บาทต่อหน่วย หรือลดลง 9 สตางค์ต่อหน่วย
ขณะเดียวกัน จะมีการแยกภาระค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟของประชาชน ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าไฟลงเพิ่มเติมอีก 0.0634 บาทต่อหน่วย โดยรัฐบาลประเมินว่า มาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ประชาชนกว่า 21 ล้านครัวเรือนได้รับประโยชน์ คิดเป็นมูลค่าการประหยัดค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 18,000 ล้านบาท
อีกประเด็นสำคัญของโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ คือการขยายสิทธิให้ครอบคลุมประชาชนที่พักอาศัยอยู่จริง แม้ยังไม่มีทะเบียนบ้านถาวร โดยผู้ที่ใช้ไฟฟ้าเพื่อการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องและมีประวัติชำระค่าไฟไม่น้อยกว่า 6 เดือน จะสามารถเข้าถึงสิทธิอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ได้เช่นเดียวกัน
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า แนวทางสำคัญของการปรับโครงสร้างครั้งนี้ คือการทำให้ผู้ที่ใช้ไฟฟ้าน้อยมีภาระค่าใช้จ่ายลดลง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ที่พักอาศัยอยู่จริงสามารถเข้าถึงสิทธิได้ แม้ไม่มีทะเบียนบ้านถาวร โดยรัฐบาลต้องการให้การลดค่าไฟส่งผลโดยตรงต่อบิลค่าไฟของประชาชน และวางโครงสร้างค่าไฟให้เกิดความเป็นธรรมและสามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว