วันที่ 25 มีนาคม 2569 นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่าน กดดันตลาดในช่วงที่ผ่านมา แต่มองว่าราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวในกรอบทางเทคนิคที่ประเมินไว้ และการปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมาถือเป็นการพักตัวระยะกลางเท่านั้น ขณะที่ภาพรวมระยะยาวยังเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนจากการที่ราคาสามารถยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันได้อย่างต่อเนื่อง
ประเมินเป้าหมายการปรับฐานรอบนี้ หากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลายลงและหากมีการปรับฐานเสร็จสิ้นและราคาทะลุผ่านแนว 4,996 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะเป็นสัญญาณยืนยันการกลับเข้าสู่เทรนด์ขาขึ้นรอบใหญ่อีกครั้ง โดยคงเป้าหมายปีนี้ที่ 5,596 - 5,824 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 86,600 - 90,000 บาทต่อบาททองคำ
ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนให้ราคาทองคำปรับขึ้นในระยะยาว ประกอบด้วย ความเสี่ยงของเศรษฐกิจถดถอย รวมไปถึงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แม้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่จะไม่อยากฟันธงว่า เศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นตามความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อีกทั้งยังมีแรงซื้อทองคำจากธนาคารกลาง จากความไม่แน่นอนด้านนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์เป็นตัวเร่งของเทรนด์ใหญ่ที่กำลังเกิดอยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่คอยหนุนทองคำให้ปรับตัวขึ้นเป็นระยะตลอดปีนี้
นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แม้จะปรับลดการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง แต่ โกลด์แมน แซคส์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงสมมุติฐานหลัก ที่คาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในเดือนก.ย.และธ.ค.ของปีนี้ และกระแสเงินทุนไหลเข้า-ออกจากกองทุนอีทีเอฟยังมีความต้องการซื้อหลังจากปี 68 มีการเข้าซื้อสุทธิประมาณ 800 ตัน และปีนี้เริ่มเกิดกระแสเงินทุนไหลออก นำโดยกองทุน SPDR ที่มีการลดการถือครองทองคำลง -13.5 ตันในปีนี้