เริ่มตึงเครียด! เปิด 5 ประเทศน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก รับมือวิกฤตพลังงาน
ข่าวเศรษฐกิจ

เริ่มตึงเครียด! เปิด 5 ประเทศน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก รับมือวิกฤตพลังงาน

แหล่งข่าว Al Jazeera ได้รายงาน วิกฤตพลังงานโลกปะทุ หลังอิหร่านปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้อุปทานน้ำมันและก๊าซทั่วโลกหยุดชะงัก หลายประเทศเร่งดึงน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาใช้เพื่อป้องกันผลกระทบทางเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศสมาชิกองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) 32 ประเทศ บรรลุข้อตกลงร่วมกันปล่อยน้ำมันสำรองรวม 400 ล้านบาร์เรล มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสงครามอิหร่าน

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม นับเป็นการปล่อยน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แซงสถิติเดิม 182 ล้านบาร์เรลในปี 2022 หลังรัสเซียรุกรานยูเครน โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดพลังงานและลดแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลก

ประเทศใดบ้างที่มีน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์

จีน

จีนแม้ไม่ใช่สมาชิก IEA แต่ถูกประเมินว่ามีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเริ่มโครงการสร้างฐานสำรองน้ำมันของรัฐตั้งแต่ปี 2004 เพื่อรับมือความเสี่ยงด้านอุปทานและความผันผวนของราคาน้ำมันโลก

ฐานสำรองส่วนใหญ่ตั้งอยู่ตามชายฝั่งตะวันออกและตอนใต้ เช่น มณฑลชานตง เจ้อเจียง และไห่หนาน แม้รัฐบาลจีนไม่เปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการ แต่บริษัทวิเคราะห์พลังงาน Vortexa คาดว่า ปริมาณน้ำมันสำรองบนบกของจีนอาจแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.13 พันล้านบาร์เรลภายในสิ้นปี 2025

สหรัฐอเมริกา

สหรัฐฯ ถือครองหนึ่งในคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่ม IEA โดยมีน้ำมันประมาณ 415 ล้านบาร์เรล ภายใต้การดูแลของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ และประกาศร่วมปล่อยน้ำมัน 172 ล้านบาร์เรลตามข้อตกลง IEA

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่าได้ปล่อยน้ำมันดิบแล้ว 45.2 ล้านบาร์เรล คลังสำรองดังกล่าวก่อตั้งขึ้นในปี 1975 หลังการคว่ำบาตรน้ำมันของประเทศอาหรับ ซึ่งเคยทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบรุนแรง

คลังสำรองตั้งอยู่ใกล้ศูนย์กลั่นน้ำมันหลัก และสามารถส่งออกได้สูงสุด 4.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยปัจจุบันมีปริมาณเทียบเท่าการนำเข้าน้ำมันประมาณ 200 วัน

ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่มีคลังสำรองขนาดใหญ่ โดย ณ สิ้นปี 2025 มีน้ำมันสำรองฉุกเฉินราว 470 ล้านบาร์เรล เพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศ 254 วัน แบ่งเป็นของรัฐบาล 146 วัน ภาคเอกชน 101 วัน และส่วนที่ประเทศผู้ผลิตร่วมเก็บไว้

ญี่ปุ่นจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันแห่งชาติในปี 1978 หลังวิกฤตน้ำมันโลกปี 1973 ซึ่งเผยให้เห็นความเปราะบางด้านพลังงานของประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลกว่า 80% ของความต้องการพลังงานทั้งหมด

แหล่งสำรองหลักตั้งอยู่ตามฐานจัดเก็บน้ำมันแห่งชาติ 10 แห่งตามแนวชายฝั่ง โดยฐานชิบูชิในจังหวัดคาโกชิมะถือเป็นศูนย์สำคัญ และเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ญี่ปุ่นเริ่มปล่อยน้ำมันสำรองแล้วเพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน

สหราชอาณาจักร

ข้อมูล ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ระบุว่า สหราชอาณาจักรมีน้ำมันดิบประมาณ 38 ล้านบาร์เรล และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอีก 30 ล้านบาร์เรลในคลังสำรอง ซึ่งเพียงพอใช้งานราว 90 วัน

คลังสำรองก่อตั้งขึ้นในปี 1974 หลังวิกฤตน้ำมันทศวรรษ 1970 โดยส่วนใหญ่เป็นของบริษัทเอกชนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล พื้นที่สำคัญได้แก่ มิลฟอร์ดเฮเวนในเวลส์ตอนใต้ และฮัมเบอร์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ

สหราชอาณาจักรเตรียมปล่อยน้ำมันสำรอง 13.5 ล้านบาร์เรล เพื่อร่วมแก้วิกฤตอุปทานจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สหภาพยุโรป

หลายประเทศในสหภาพยุโรปที่เป็นสมาชิก IEA ต่างมีคลังสำรองน้ำมันขนาดใหญ่ ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี

เยอรมนีมีน้ำมันดิบสำรอง 110 ล้านบาร์เรล และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป 67 ล้านบาร์เรล ซึ่งสามารถนำออกใช้ได้ภายในไม่กี่วัน

ฝรั่งเศสมีน้ำมันสำรองรวมประมาณ 120 ล้านบาร์เรล โดย 97 ล้านบาร์เรลอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงาน SAGESS และอีก 39 ล้านบาร์เรลอยู่กับผู้ประกอบการพลังงาน

สเปนอนุมัติปล่อยน้ำมันสำรอง 11.5 ล้านบาร์เรลเมื่อวันที่ 16 มีนาคม เพื่อลดผลกระทบจากการขาดแคลนอุปทาน โดยมีน้ำมันสำรองรวมประมาณ 150 ล้านบาร์เรล

ส่วนอิตาลีมีกฎหมายกำหนดให้ต้องมีน้ำมันสำรองประมาณ 76 ล้านบาร์เรล หรือเทียบเท่าการนำเข้า 90 วัน