วันที่ (19 มีนาคม 2569) กลุ่มเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวน้ำหอมจากหลายจังหวัดรวมตัวบุกรัฐสภา นำผลผลิตเททิ้งหน้าทางเข้าเพื่อประชดปัญหาราคาตกต่ำเรื้อรังเกือบปี จี้รัฐบาลชุดใหม่ทำตามสัญญา หลังมาตรการที่เคยประกาศไว้เป็นเพียง "ภาพวาด" ขณะที่ราคาหน้าสวนดิ่งเหลือลูกละ 3-4 บาท ต่ำกว่าค่าครองชีพพื้นฐาน

นายเจตจิรัฏฐ์ จันกิมฮะ ตัวแทนเกษตรกรรายย่อย เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวว่า ตลอด 8-9 เดือนที่ผ่านมา เกษตรกรต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนสะสมอย่างหนัก ราคามะพร้าวน้ำหอมซึ่งเป็นสินค้าส่งออกเกรดพรีเมียม กลับมีราคาตกลงเหลือเพียง 3-4 บาทต่อลูก ซึ่งถือว่าต่ำกว่าราคาไข่ไก่และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเสียอีก ขณะที่ต้นทุนการผลิต ทั้งค่าปุ๋ยและค่ายา กลับปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับรายได้ "เราเคยยื่นหนังสือไปทุกที่ ทั้งระดับจังหวัดและสภาฯ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีแต่คำสัญญาที่ไร้รูปธรรม มาตรการที่รัฐเคยบอกว่าจะตั้งล้งกลาง หรือช่วยกระจายสินค้าผ่านปั๊มน้ำมัน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง เกษตรกรหลายรายเริ่มถอดใจ โค่นต้นมะพร้าวทิ้ง เพราะรายได้ไม่พอแม้แต่จะจ่ายค่าเช่าที่ดิน" นายเจตจิรัฏฐ์ กล่าวด้วยความอัดอั้น
นอกจากนี้กลุ่มเกษตรกรยังสะท้อนปัญหาสำคัญ คือ "การกดราคาผ่านระบบคัดเกรด" ที่มีความเข้มงวดผิดปกติ ทำให้ผลผลิตจำนวนมากถูกปฏิเสธการรับซื้อและต้องทิ้งคาสวน ทั้งที่คุณภาพเนื้อและน้ำมะพร้าวไม่ได้แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังเผชิญแรงกดดันจากกลุ่มทุนทั้งในและต่างประเทศที่เข้ามาควบคุมกลไกตลาด จนเกษตรกรรายย่อยไม่มีอำนาจต่อรอง

ด้าน นายเดชรัต สุขกำเนิด สส.พรรคประชาชน ในฐานะตัวแทนพรรคที่มารับหนังสือร้องเรียน ระบุว่าการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลที่ผ่านมาขาดประสิทธิภาพอย่างรุนแรง พร้อมเสนอ 3 แนวทางเร่งด่วนต่อรัฐบาล
1.รัฐต้องเร่งรับซื้อผลผลิตส่วนเกินเพื่อนำไปแปรรูปทันที เพื่อพยุงราคาในระยะสั้น
2.กระทรวงพาณิชย์ต้องระบุรูปแบบและกรอบเวลาการจัดตั้งล้งกลางให้ชัดเจน เพื่อตัดวงจรการผูกขาด
3.เร่งจัดการปัญหาการปลอมปนน้ำมะพร้าวที่กระทบต่อภาพลักษณ์สินค้าส่งออก

นายเดชรัต ยืนยันว่าจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การอภิปรายในสภาฯ และเสนอต่อคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง เพื่อบีบให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ก่อนที่อุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมของไทยจะเสียหายไปมากกว่านี้