พาณิชย์ 17 จังหวัด ผนึกกำลัง กับประเทศเพื่อนบ้าน เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและการค้าชายแดนสู่ความยั่งยืน
ข่าวเศรษฐกิจ

พาณิชย์ 17 จังหวัด ผนึกกำลัง กับประเทศเพื่อนบ้าน เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและการค้าชายแดนสู่ความยั่งยืน

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 น. กระทรวงพาณิชย์ จัด “การประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมภาครัฐและภาคเอกชนภาคเหนือของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน” ระหว่างวันที่ 18 – 19 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เฮอริเทจ เชียงราย โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โครงการเชื่อมโยงการค้าอนุภูมิภาคเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างมั่นคง ภาคเหนือ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์การค้า การลงทุน และแนวโน้มเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค ให้ทุกภาคส่วนมีความเข้าใจร่วมกันบนฐานข้อมูลเดียวกัน รวมทั้งเพื่อร่วมกันสะท้อนปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดน พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขเชิงนโยบายที่สามารถผลักดันสู่การปฏิบัติได้จริง ตลอดจนเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจ และส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค อันจะนำไปสู่การขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนของภาคเหนืออย่างยั่งยืน โดยมี นายรัชวิชญ์ ปิยะปราโมทย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดการประชุม นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวต้อนรับผู้ร่วมประชุม พร้อมด้วย พาณิชย์จังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน ภาคีเครือข่าย ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชน ร่วมพิธีเปิดการประชุม

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 มีการบรรยายหัวข้อ “ทิศทางการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน” , “สถานการณ์และโอกาสการค้าชายแดนภาคเหนือ (ไทย–ลาว–เมียนมา–จีน)” , “อุปสรรคการค้าชายแดนและแนวทางเพื่อส่งเสริมการค้ายั่งยืน” , “เจรจาธุรกิจธุรกิจอย่างไรให้ได้ดีลแบบมืออาชีพ พร้อมเคล็ดไม่ลับ การเตรียมความพร้อม” และ วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 มีกิจกรรม Business Pitching : ผู้ประกอบการนำเสนอธุรกิจ Business Matching : การเจรจาจับคู่ธุรกิจ

นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นโอกาสอันดีและเป็นขวัญกำลังใจอย่างยิ่งแก่หน่วยงานในพื้นที่ ผู้ประกอบการ และประชาชนในจังหวัดเชียงราย รวมถึงจังหวัดภาคเหนืออีก 16 จังหวัด และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงพาณิชย์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคเหนืออย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของภาคเหนือ มีบทบาทเป็นประตูการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์เชื่อมโยงประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ทั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาชนจีน มีศักยภาพด้านการค้าชายแดน สินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป และผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประชาชนในพื้นที่ การที่กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่ ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานเชิงรุกการบูรณาการความร่วมมือระหว่างส่วนกลางและพื้นที่ และเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและผู้ประกอบการ ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

นายรัชวิชญ์ ปิยะปราโมทย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า วันนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคเหนือ ภายใต้การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในระดับประเทศและระดับอนุภูมิภาค การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงเวทีพบปะหารือทั่วไป แต่เป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งกำหนดทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างภาคเหนือกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเป็นรูปธรรม เป็นที่ประจักษ์ว่าภาคเหนือของประเทศไทยมีศักยภาพเชิงพื้นที่ที่โดดเด่น ทั้งด้านภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม และความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาชนจีน ผ่านแนวระเบียงเศรษฐกิจสำคัญของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อาทิ North-South Economic Corridor และ East-West Economic Corridor จังหวัดเชียงรายจึงเปรียบเสมือน "ประตูการค้าสู่อนุภูมิภาค" ที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบโลจิลสิกส์และการค้าชายแดนของประเทศ

นายรัชวิชญ์ กล่าวต่ออีกว่า อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน จำเป็นต้องก้าวข้ามการพึ่งพาตลาดภายในประเทศเพียงอย่างเดียว และต้องอาศัยความร่วมมือเชิงระบบ ทั้งด้านกฎระเบียบทางการค้า มาตรฐานสินค้า การอำนวยความสะดวกทางการค้า ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

โครงการนี้สะท้อนแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้วิสัยทัศน์ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าไทยให้มีความเข้มแข็ง เป็นธรรม และเติบโตอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างเสถียรภาพทางการค้า การดูแลความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ และการขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพและเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ข่าวที่คุณอาจสนใจ