เปิดนาทีบุกเข้าช่วยเหลือเหยื่อนักศึกษา ถูกแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์หลอกโอนจนหมดตัว ซ้ำจัดฉากราดน้ำแดง-ขังตัวเอง เรียกค่าไถ่จากผู้ปกครองอีก 3 แสน
เปิดนาทีบุกเข้าช่วยเหลือเหยื่อนักศึกษา ถูกแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์หลอกโอนจนหมดตัว ซ้ำจัดฉากราดน้ำแดง-ขังตัวเอง เรียกค่าไถ่จากผู้ปกครองอีก 3 แสน
ข่าวอาชญากรรม

เปิดนาทีบุกเข้าช่วยเหลือเหยื่อนักศึกษา ถูกแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์หลอกโอนจนหมดตัว ซ้ำจัดฉากราดน้ำแดง-ขังตัวเอง เรียกค่าไถ่จากผู้ปกครองอีก 3 แสน

ฟังข่าวนี้

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน ได้รับแจ้งจากผู้ปกครองของนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในย่านปทุมวันว่า บุตรหลานหายตัวไปจากที่พัก อีกทั้งมีพฤติการณ์พยายามทำร้ายตัวเอง จึงขอให้ตำรวจเร่งติดตามค้นหาและเข้าช่วยเหลือ เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดอันตราย

ภายหลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งสืบสวนติดตามตัวนักศึกษารายดังกล่าว โดยมี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร., พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร รอง ผบช.น., พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. และ พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.6 เป็นผู้บังคับบัญชาที่กำกับดูแลและสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบนครบาล IDMB, กก.สส.บก.น.6 และ สน.ปทุมวัน ร่วมกันดำเนินการ

กระทั่งเวลา 18.00 น. วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่พบตัวนักศึกษาผู้เสียหายอยู่ภายในห้องพักที่เช่าไว้เอง ในหอพักซอยศาสนา ย่านพญาไท จึงเข้าช่วยเหลือทันที ขณะเข้าถึงตัวพบว่าผู้เสียหายยังคงสนทนาทางโทรศัพท์กับกลุ่มมิจฉาชีพอยู่ เมื่อคนร้ายทราบว่าตำรวจพบตัวผู้เสียหายแล้ว จึงรีบตัดสายและยุติการติดต่อในทันที

จากการสอบถามเบื้องต้นทราบว่า เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 หลังกลุ่มมิจฉาชีพโทรศัพท์หาผู้เสียหาย โดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ อ้างว่ามีบุคคลนำข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายไปใช้เปิดหมายเลขโทรศัพท์ และนำหมายเลขดังกล่าวไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานหลอกลวงและฟอกเงิน ทั้งนี้ คนร้ายสามารถแจ้งหมายเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของผู้เสียหายได้อย่างถูกต้อง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อคำกล่าวอ้าง

จากนั้นคนร้ายโอนสายไปยังบุคคลอีกคน ซึ่งแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยอ้างว่าเป็นผู้รับผิดชอบคดี พร้อมให้ผู้เสียหายติดต่อผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ในห้องสนทนาชื่อ ห้องสอบสวน ก่อนใช้วิธีข่มขู่และกดดันให้โอนเงิน โดยอ้างว่าต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินและให้แสดงความบริสุทธิ์ใจ ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อและโอนเงินให้กลุ่มมิจฉาชีพรวม 36,000 บาท

หลังได้เงินแล้ว คนร้ายยังสั่งให้ผู้เสียหายออกจากที่พักประจำ ไปเช่าห้องพักรายวันแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร พร้อมกำชับให้ปิดหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้ตามปกติและเปิดใช้หมายเลขใหม่ เพื่อไม่ให้ครอบครัวหรือคนใกล้ชิดติดต่อได้ นอกจากนี้ ยังหลอกขอรหัสยืนยันการเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน LINE จนสามารถเข้าควบคุมบัญชีของผู้เสียหาย และนำบัญชีดังกล่าวไปใช้ติดต่อหลอกลวงครอบครัวเพิ่มเติม

เมื่อกลุ่มมิจฉาชีพทราบว่าผู้เสียหายไม่มีเงินเหลือ จึงเปลี่ยนแผนให้ผู้เสียหายติดต่อบิดามารดา โดยอ้างว่าได้รับทุนการศึกษาเพื่อเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ และจำเป็นต้องใช้เงินประมาณ 200,000-300,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับทุนดังกล่าว

ต่อมาคนร้ายยังสั่งให้ผู้เสียหายสร้างสถานการณ์เสมือนถูกทำร้ายร่างกายและกักขัง ด้วยการใช้น้ำหวานสีแดงผสมกาแฟทาบริเวณร่างกายและผนังห้อง เพื่อให้มีลักษณะคล้ายคราบเลือด หวังสร้างความหวาดกลัวและกดดันให้ครอบครัวเชื่อว่าผู้เสียหายกำลังตกอยู่ในอันตราย ก่อนยอมโอนเงินให้เพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองเริ่มสงสัยเกี่ยวกับเรื่องทุนการศึกษาที่บุตรกล่าวอ้าง จึงประสานอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนทราบว่าไม่มีการได้รับทุนการศึกษาตามที่กล่าวอ้าง ทำให้เชื่อว่าบุตรหลานกำลังตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพ จึงรีบติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เร่งติดตามและช่วยเหลือ จนนำไปสู่การพบตัวนักศึกษาในห้องพักย่านพญาไทเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา

สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจนครบาลจึงประชาสัมพันธ์เตือนภัยประชาชน โดยระบุว่า กลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์กำลังใช้วิธีหลอกลวงที่มุ่งเป้าไปยังนักศึกษามหาวิทยาลัย ด้วยการแอบอ้างว่าตกเป็นผู้เกี่ยวข้องกับคดีอาญา ก่อนข่มขู่กดดันให้โอนเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินในรูปแบบต่าง ๆ พร้อมเตือนว่า หากได้รับโทรศัพท์ในลักษณะดังกล่าวและถูกข่มขู่ให้ดำเนินการใด ๆ ควรตัดสายทันที และตรวจสอบข้อมูลผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ผู้สื่อข่าวนครบาลรายงาน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ