กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการตำรวจทางหลวง ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.,พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก.,พล.ต.ต.บุญลือ ผดุงถิ่น ผบก.ทล.,พ.ต.อ.สุขสวัสดิ์ คูสิทธิผล ,พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม.พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สิทธิใหญ่ รอง ผบก.ทล.,พ.ต.อ.ธัช โพธิ์สุวรรณ ผกก.1 บก.ทล.,พ.ต.ท.สุเจต บุญคง ,พ.ต.ท.ศิวกริช ดิษย์บุญยรัตน์ รอง ผกก.1 บก.ทล. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.โจ เสาร์ประโคน สว.ส.ทล.6 กก.1 บก.ทล., ร.ต.อ.ณัฐกิตติ์ มีมาก รอง สว.ส.ทล.6 กก.1 บก.ทล., ร.ต.ต.หิรัญ อำภา, ร.ต.ต.ธวัชพงศ์ เชษฐ์ทวีโชตน์ รอง สว.(ป.) ส.ทล.6 กก.1 บก.ทล., ด.ต.ดิเรก ศรีไพศาล, ด.ต.อภิชาติ ปิยะชน, ด.ต.ศิริกุล สว่างเนตร, ด.ต.สมพล เปรมปรี, ด.ต.นิทัศน์ ลาภเฮ็งดี, จ.ส.ต.ชัชสร นิลกำแหง, และ จ.ส.ต.กิติพงษ์ ทองอินทร์ ผบ.หมู่ ส.ทล.6 กก.1 บก.ทล.

ร่วมกันจับกุม นายเอ (นามสมมติ) อายุ 24 ปี โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “ลักทรัพย์“
พร้อมข้องกลาง
1. รถยนต์กระบะ เสริมคอกสแตนเลส ยี่ห้อ TOYOTA รุ่น HILUX สีเทา หมายเลขทะเบียน บษ 8xx5 พระนครศรีอยุธยา จำนวน 1 คัน (ทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้าย)
2. โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อ ซัมซุง รุ่น กาแล็คซี่ เอ 06 จำนวน 1 เครื่อง (ทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้าย) 3. เงินธนบัตรรัฐบาลไทย ฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 5 ฉบับ (ทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้าย)
4. เงินธนบัตรรัฐบาลไทย ฉบับละ 500 บาท จำนวน 1 ฉบับ (ทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้าย)

5. เงินธนบัตรรัฐบาลไทย ฉบับละ 100 บาท จำนวน 3 ฉบับ (ทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้าย)
6. เงินธนบัตรรัฐบาลไทย ฉบับละ 20 บาท จำนวน 2 ฉบับ (ทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้าย)
7. กระเป๋าสตางค์ จำนวน 1 ใบ (ทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้าย)
8. กระเป๋าสะพาย แบบสะพายข้าง สีน้ำตาล จำนวน 1 ใบ (ทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้าย)
9. บัตรประจำตัวประชาชน ของนายปรีดา แก้วสีขาว ,บัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา (ทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้าย)
สถานที่จับกุม ทล.32 กม.104(ขาขึ้น)ต.ท่างาม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี

พฤติการณ์ กล่าวคือ วันที่ 15 ต.ค.2569 ได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย แจ้งว่า ได้รับแจ้งเหตุมีบุคคลถูกลักรถยนต์กระบะ ที่ ถนนพหลโยธิน ขา-ออก กทม. บริเวณทางโค้งซ้ายเข้าสู่ถนนกาญจนาภิเษก ทล.9 มุ่งหน้าบางบัวทาง อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ทรัพย์ที่ถูกลักไปคือ รถยนต์กระบะ เสริมคอกสแตนเลส ยี่ห้อ TOYOTA รุ่น HILUX สีเทาคันหมายเลขทะเบียน บษ 8xx5พระนครศรีอยุธยา ภายในรถมี กระเป้าสตางค์ บรรจุเงินสดจำนวนประมาณ 10,000 บาท ,ใบอนุญาตขับขี่ ,บัตรประจำตัวประชาชนและโทรศัพท์มือถือถือไม่ทราบยี่ห้อ สีดำ สวมใส่เคสสีน้ำตาล และกุญแจรถยนต์ จากการสอบถาม ผู้เสียหายให้การว่า ได้ขับขี่รถยนต์กระบะคันดังกล่าว ออกจากหมู่บ้านศรีทอง มาจอดไว้ริมถนนพหลโยธิน ขา-ออก กทม.บริเวณทางโค้งซ้ายเข้าสู่ถนนกาญจนาภิเษก ทล.9 มุ่งหน้า บางบัวทาง ม.8 ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยดับเครื่องยนต์รถไว้ และเสียบกุญแจคาไว้ที่รถ จากนั้นได้เดินลงไปพุ่งนาด้านล่าง เพื่อไปตัดหญ้าและนำหญ้าที่ตัดขึ้นมาไว้ด้านหลังกระบะของรถยนต์กระบะคันดังกล่าว ทันใดนั้น ได้ยินเสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ จึงได้หันไปตรวจสอบพบว่ารถยนต์กระบะคันดังกล่าว ได้ถูกคนร้าย ไม่ทราบชื่อ-นามสกุล ขับขี่รถยนต์กระบะคันดังกล่าวหลบหนีออกไป นายปรีดา จึงได้รีบวิ่งขึ้นไปยังถนน และไล่ตาม แต่ไม่สามารถตามรถได้ทันและได้ตรวจสอบพบว่า มีรถจักรยาน สีขาว,แดง จอดไว้อยู่ริมถนน เชื่อว่าเป็นของคนร้ายที่ปั่นมาจอดไว้ได้ทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำแผนที่เกิดเหตุ ถ่ายภายภาพไว้แล้วจะได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามกฎหมายต่อไป
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงสิงห์บุรีได้รับการประสานจาก สภ.พระอินทร์ราชา ว่ารถคันดังกล่าวขับอยู่บนถนนสายเอเซีย ทล.32 มุ่งหน้าขึ้นเหนือ เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงสิงห์บุรีจึงได้วางกำลังเฝ้าและติดตามรถคันดังกล่าว จนกระทั่งเวลา พบรถยนต์ คันที่ถูกลักมา บริเวณ ทล.32 กม.104(ขาขึ้นมุ่งหน้านครสวรรค์) จึงเรียกให้หยุดรถ เมื่อหยุดรถ พบนายวงศกร เป็นผู้ขับขี่ จึงได้สอบถามเกี่ยวกับการกระทำผิดดังกล่าวข้างต้นฯ นายวงศกร รับว่าตนได้ก่อเหตุลักทรัพย์รถยนต์คันดังกล่าวมาจริงและมีทรัพย์สินของผู้เสียหาย อยู่ภายในรถยนต์คันดังกล่าว จึงขอทำการตรวจค้น พบของกลางรายการที่ 2 วางอยู่ภายในของกลางรายการที่ 1 ซึ่งนายวงศกร นำออกมาใช้งาน , ของกลางรายการที่ 3 – 7 , 9 ใส่อยู่ภายในของกลางรายการที่ 8 ซึ่งอยู่ภายในของกลางรายการที่ 1 ซึ่งนายวงศกร รับว่าเป็นทรัพย์สินของผู้เสียหายจริง จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป้นของกลางในคดี เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับได้แจ้งให้ นายวงศกร ทราบว่าจะต้องถูกจับกุม พร้อมกับแจ้งข้อหาทำการจับกุมตัว
โดยกล่าวหาตามข้อกล่าวหาข้างต้น นายวงศกร รับทราบข้อกล่าวหา และสิทธิตามกฎหมายแล้ว จึงได้นำตัว นายวงศกร ส่ง สภ.พระอินทร์ราชา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป จากการสอบถามเบื้องต้น นายวงศกร ได้ให้การว่า ตนคิดถึงมารดาที่อยู่จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อมาพบรถยนต์คันดังกล่าวที่จอดอยู่ริมถนน และมีกุญแจเสียบทิ้งไว้ ตนจึงขับรถยนต์คันดังกล่าวออกมาเพื่อเดินทางกลับบ้านไปหามารดาที่ จ.เพชรบูรณ์ จากนั้นนายวงศกร ได้รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
เลือกประเภทคุกกี้ที่อนุญาตให้เว็บไซต์ใช้ได้ เปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อจากลิงก์ "ตั้งค่าคุกกี้" ท้ายเว็บ