วันที่ 13 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6 (กก.สส.บก.ตม.6) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าจับกุม นายเอ (นามสมมติ) ชาวเกาหลีใต้ ผู้ต้องหาตามประกาศตำรวจสากลสีแดง หรือ RED NOTICE ซึ่งหลบหนีหมายจับจากประเทศเกาหลีใต้มาพำนักอยู่ในประเทศไทยนานกว่า 8 ปี โดยถูกพบตัวที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต
ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สตม. ที่กำชับให้เร่งติดตามและกวาดล้างชาวต่างชาติที่เข้ามาหลบซ่อนตัวในประเทศไทย ทั้งกลุ่มผู้หลบหนีคดีจากต่างประเทศและผู้ที่เข้ามาก่ออาชญากรรมข้ามชาติ โดยประสานความร่วมมือกับ ป.ป.ส. ซึ่งมีพันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. เป็นผู้รับผิดชอบในการติดตามจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ
ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6 (ผบก.ตม.6) พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี รอง ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.สัญชัย ถิ่นวงษ์แดง รอง ผบก.ฯ ช่วยราชการ สตม. ปฏิบัติราชการ บก.ตม.6 และ พ.ต.อ.ชิดเดชา สองห้อง รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว ช่วยราชการ สตม. ได้มอบหมายให้ ว่าที่ พ.ต.อ.วุฒิภัทร นภาโชติ ผกก.สส.บก.ตม.6 ประสานการปฏิบัติกับ พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. และนายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส.

การจับกุมเกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่ได้รับการประสานจากตำรวจเกาหลีใต้และหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้เกี่ยวกับบุคคลตามหมายจับตำรวจสากล หรือ RED NOTICE ซึ่งมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับข้อหาฉ้อโกง รวมถึงการนำเข้าและส่งออกยาเสพติดข้ามประเทศ โดยเชื่อว่าผู้ต้องหาหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต
เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม กก.สส.บก.ตม.6 นำโดย พ.ต.ท.สิทธิมณ สร้อยภู่ระย้า สว.(สอบสวน) กก.สส.บก.ตม.6 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. นำโดย นายอนุสวัสดิ์ ศุขสวัสดิ ณ อยุธยา และ น.ส.พิชญา มณีนิล รวมถึงเจ้าหน้าที่ กก.สส.ปป.บก.ตม.2 และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่สืบสวนและติดตามบุคคลดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
จากการประสานข้อมูลกับตำรวจเกาหลีใต้ หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ และกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า นายเอ (นามสมมติ) เป็นบุคคลตามหมายจับต่างประเทศและมีการประกาศตาม RED NOTICE หมายเลข A-8537/8-2018 ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2561 ในความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกง รวมถึงการนำเข้าและส่งออกยาเสพติดและกัญชาข้ามประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อมูลจากการสืบสวนระบุว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2561 จนถึงปัจจุบัน ผู้ต้องหาและผู้ร่วมขบวนการมีพฤติการณ์ฉ้อโกงบุคคลอื่น สร้างความเสียหายกว่า 800 ล้านวอน หรือประมาณ 20 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าขบวนการลักลอบส่งออกยาเสพติดและกัญชาจากประเทศไทยไปยังประเทศเกาหลีใต้ ก่อนนำไปจำหน่ายผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ให้กับกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในประเทศเกาหลีใต้
เจ้าหน้าที่ยังตรวจสอบประวัติเพิ่มเติม พบว่า นายเอ (นามสมมติ) มีประวัติเกี่ยวข้องกับคดีหลายประเภทในประเทศเกาหลีใต้ รวมมากกว่า 23 คดี ทั้งคดียาเสพติด ค้าประเวณี ทำร้ายร่างกาย และฉ้อโกง
ต่อมาเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 19.00 น. เจ้าหน้าที่ กก.สส.บก.ตม.6 และ ป.ป.ส. สืบทราบว่า นายเอ (นามสมมติ) ได้หลบหนีมาพักอาศัยอยู่ภายในคอนโดมิเนียมหรูแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.เมืองภูเก็ต จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบและเฝ้าติดตามบริเวณดังกล่าว
จากการตรวจสอบข้อมูลในระบบ Biometrics พบว่า นายเอ (นามสมมติ) เดินทางเข้าประเทศไทยครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2561 ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานภูเก็ต โดยได้รับอนุญาตให้พำนักในราชอาณาจักรด้วยวีซ่าประเภทท่องเที่ยวจนถึงวันที่ 3 มิถุนายน 2561
ระหว่างเจ้าหน้าที่เฝ้ารอสังเกตการณ์บริเวณที่พัก ได้พบชายรายหนึ่งซึ่งมีลักษณะตรงกับข้อมูลของผู้ต้องหา จึงแสดงตัวและขอตรวจสอบเอกสาร ก่อนยืนยันตัวบุคคลว่าเป็น นายเอ (นามสมมติ) ตามหมายจับตำรวจสากลจริง
ผู้ต้องหาให้การยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบห้องพัก จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ รวมถึงบัตรเดบิตจำนวน 3 ใบ ซึ่งเชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด โดยเจ้าหน้าที่เตรียมนำข้อมูลและทรัพย์สินดังกล่าวไปตรวจสอบและขยายผลร่วมกับทางการเกาหลีใต้ต่อไป
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา นายเอ (นามสมมติ) ในความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด หรือ Overstay เป็นเวลา 2,992 วัน จากนั้นได้แจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหาทราบ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย
พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ในการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับสากลอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยจะไม่ปล่อยให้เป็นพื้นที่หลบซ่อนของผู้หลบหนีคดีหรืออาชญากรข้ามชาติ และจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจังกับบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาสร้างภัยต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศ