วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.ยุทธพงษ์ สุราสา รองสารวัตรสอบสวน สภ.บ้านแพง จ.นครพนม ได้สั่งให้สิบเวรนำตัวนายมานพ ศรีทองสาย หรือ บ่าว อายุ 38 ปี ผู้ต้องหาในคดีพยายามฆ่าผู้อื่นออกจากห้องคุมขังมาสอบสวนปากคำ หลังจากใช้อาวุธมีดฟันท้าวเหลา แก้วน้ำ อายุ 33 ปี ชาวลาวบ้านนาน้ำ เมืองปากกะดิ่ง แขวงบอลิคำไซย สปป.ลาว ได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยเหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. วันที่ 10 สิงหาคม ที่ผ่านมา
นายบ่าวยอมรับว่า ได้ใช้มีดทำร้ายร่างกายท้าวเหลาจริง เนื่องจากบุกมาแย่งสาวคนรักของตนออกจากบ้านไปต่อหน้าต่อตา จึงเกิดการโต้เถียงและต่อสู้กันขึ้น โดยนายบ่าวเล่าว่า สาวคนรักชื่อนางกุ้งที่เพิ่งมีอะไรกันได้ประมาณ 1 อาทิตย์ ก่อนเกิดเหตุเปิดศึกชิงนาง ขณะที่ตนกับนางกุ้งจู๋จี๋กันอยู่ภายในบ้าน ตามประสาข้าวใหม่ปลามัน อยู่ที่บ้านโนนสถิต หมู่ 10 ต.โพนทอง อ.บ้านแพง อีกทั้งฟ้าฝนก็เป็นใจ จู่ๆ ก็มีท้าวเหลาขับรถจักรยานยนต์มาขัดจังหวะ ตะโกนเรียกนางกุ้งให้ออกไปหา ก่อนที่จะโดดซ้อนท้ายไปด้วยกันหน้าตาเฉย

ตนจึงเดินไปตามที่บ้านของนางกุ้ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลกับบ้านตนนัก พร้อมเรียกท้าวเหลาออกมาคุยกันว่า อ้ายเหลาเจ้าจะเอาจั๋งใด๋ แต้ท้าวเหลาไม่พูดพร่ำทำเพลง โดดต่อยหน้าตนทันที ตนจึงใช้อาวุธมีดปลายแหลมขนาดความยาว 48 เซนติเมตร ที่พกมาด้วย ฟันท้าวเหลาบริเวณหัว ไหล่ และแทงซี่โครงซ้ายอีก 1 แผล จากนั้น ก็เดินกลับบ้านเอาเสื้อและกางเกงเช็ดคราบเลือดบนมีด แล้วก็วางไว้ที่เก้าอี้หน้าบ้าน ไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาจับกุมดังกล่าว
ต่อมา ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุ อยู่หน้าบ้านของนางสมจิตร หรือ กุ้ง อายุ 34 ปี สาวเจ้าเสน่ห์ต้นเหตุของศึกชิงนางครั้งนี้ ซึ่งดูจากลักษณะแล้วเหมือนนางกุ้งยังอยู่ในอาการหลอน เล่าเหตุการณ์อย่างไม่สะทกสะท้านว่า ทั้งนายบ่าวคนก่อเหตุ และท้าวเหลาคนเจ็บ ล้วนเป็นผัวของตนทั้งคู่ ถ้าจะให้เลือกก็เลือกไม่ถูก เพราะชอบทั้งคู่ พร้อมบ่นพึมพำถึงผัวทั้งสองคนว่า ไม่รู้จะทำร้ายกันไปทำไม

เท่านั้นยังไม่พอนางกุ้งยังคุยว่า ในหมู่บ้านนี้เป็นผัวตนแทบทุกคน และยอมรับอย่างไม่เกรงกลัวว่า ต้องเสพยาบ้าทุกวัน ถือเป็นยาสามัญประจำตัว วันไหนไม่ได้เสพจะมีอาการหลอน พร้อมตอบคำถามของผู้สื่อข่าวว่า ยังไม่ได้ไปเยี่ยมท้าวเหลาพ่อยอดขมองอิ่มที่โรงพยาบาลบ้านแพง และอยากให้แพทย์สแกนสมองผัวทั้งสองคน ว่ามีความรักอยู่ในนั้นด้วยไหม
ด้านนางต๋อย แก้วน้ำ อายุ 57 ปี แม่ของท้าวเหลา ที่นั่งเฝ้าอาการของลูกชายอยู่ที่โรงพยาบาลบ้านแพง เปิดเผยว่า ท้าวเหลาไม่มีงานการแน่นอน อาชีพรับจ้างทั่วไป ได้เงินก็ซื้อเหล้าดื่มและเสพยาบ้า ถ้าไม่ได้ก็มาเคี่ยวเข็ญเอากับตนเสมอ ตอนนี้ อยากเอาลูกกลับบ้าน เพราะเป็นต่างด้าวจึงไม่มีสิทธิ์รักษาฟรี และตนไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล ซึ่งแพทย์ได้ทักท้วงไว้ เพราะลูกชายอาจจะเสียชีวิตลงได้ ส่วนค่ารักษาจะพยายามหาช่องทางช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม