บิ๊กราญ เดินหน้า ร่วมกับ DOPA N.I.C.E เปิดโปงขบวนการ พ่อไทยทิพย์ รับสวมสิทธิ์เด็กต่างด้าวเกือบ 1,500 ราย บุกค้นโรงพยาบาลเอกชน รวบ 4 ผู้ต้องหา
บิ๊กราญ เดินหน้า ร่วมกับ DOPA N.I.C.E เปิดโปงขบวนการ พ่อไทยทิพย์ รับสวมสิทธิ์เด็กต่างด้าวเกือบ 1,500 ราย บุกค้นโรงพยาบาลเอกชน รวบ 4 ผู้ต้องหา
ข่าวอาชญากรรม

บิ๊กราญ เดินหน้า ร่วมกับ DOPA N.I.C.E เปิดโปงขบวนการ พ่อไทยทิพย์ รับสวมสิทธิ์เด็กต่างด้าวเกือบ 1,500 ราย บุกค้นโรงพยาบาลเอกชน รวบ 4 ผู้ต้องหา

ฟังข่าวนี้

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 ก.ค.69 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.  พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ. พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพร รอง ผบก.น.6 (ชุดเฉพาะกิจ) นำกำลังตำรวจ และผู้แทนจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมการปกครอง DOPA N.IC.E สำนักงาน ปปง. ป.ป.ท. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรม สบส.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการบุกทลายขบวนการ พ่อไทยทิพย์ ที่ลักลอบสวมสิทธิ์แจ้งเกิดให้เด็กต่างด้าวกว่า 1,500 ราย

นำหมายศาลเข้าตรวจค้นบ้านทาวน์โฮม 3 ชั้น เลขที่ 516/48  หมู่บ้านกลางเมือง รัชดา-เหม่งจ๋าย ถนนประชาอุทิศ แขวงและเขตวังทองหลาง กทม. จับกุมนายZhenshan hu อายุ 40 ปี ชาวจีนและน.ส.xi tang  อายุ  39 ปี ชาวจีน สามีภรรยา ทั้ง 2 คน เป็นผู้จัดการฝ่ายขาย(อุปกรณ์เครือข่ายด้านเทคโนโลยี)บริษัทแห่งหนึ่งของจีนในกทม. มีลูก ผู้หญิง 2 คน ใช้บริการพ่อทิพย์

พบหลักฐานเอกสาร พาสสปอร์ต รูปถ่าย ใบสูติบัตรของลูกชาวจีน เอกสารการทำประกันสุขภาพ ประกันชีวิต สมุดบัญชีธนาคาร และเอกสารสำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

น.ส.xi tang  กล่าวว่า ไม่ได้ว่าจ้างชายไทยให้มารับรองบุตร หรือเป็น พ่อทิพย์ แต่อย่างใด โดยระบุว่าตนเดินทางเข้ามาทำงานและอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเกือบ 20 ปี ด้วยความรักและผูกพันกับประเทศไทย จึงเลือกใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาโดยตลอด

เมื่อมีบุตร ก็ต้องการให้ลูกสามารถใช้ชีวิตในประเทศไทยได้อย่างสะดวก และได้รับสัญชาติไทย แต่ในขณะนั้นไม่ทราบว่าการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย

หญิงชาวจีนรายนี้อ้างว่า ชายไทยที่ลงนามรับรองบุตรให้ คือ นายมงคล ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมานานตั้งแต่ปี 2015 หรือราว 11 ปี โดยขณะนั้นนายมงคลยังไม่มีครอบครัวและไม่มีบุตร จึงยินยอมรับรองบุตรให้ด้วยความสมัครใจ ไม่ได้มีการว่าจ้างหรือจ่ายเงินตอบแทนแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าไม่มีบุคคลใดแนะนำหรือชักชวนให้รู้จักกระบวนการดังกล่าว และตนเองก็ไม่ทราบว่าการกระทำเช่นนี้อาจเป็นความผิดตามกฎหมาย โดยระหว่างตั้งครรภ์และฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล ตนยังเคยปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลอย่างตรงไปตรงมาว่า ต้องการให้บุตรได้รับสัญชาติไทย

ส่วนการเข้ามาพำนักในประเทศไทยนั้น เป็นการเดินทางเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้รับเอกสารอนุญาตให้ทำงานตามขั้นตอนปกติ และไม่ได้ประกอบธุรกิจใด ๆ ในประเทศไทย

ส่วนนายนาย Zhenshan hu อายุ 40 ปี ปฎิเสธให้สัมภาษณ์ บอกเพียงว่า ไม่รู้เรื่องหรือไม่ได้รู้จักขบวนการกุมารจีน และอ้างว่าเข้ามาอยู่ประเทศไทยเมื่อปี 2006 รวม 20 ปี แล้วจนถึงปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพร รอง ผบก.น.6 พร้อมชุดจับกุมนำหมายจับเข้าจับกุมนายมงคล เกตุเห่ง  อายุ 50 ปี  (พ่อทิพย์)ได้ที่ถนนอัษฎางค์ เขตพระนคร กทม.อาชีพรับจ้างทั่วไป และนายอรเมธ เปรินท์ อายุ  25 ปี อาชีพเกษตกร(พ่อทิพย์) ได้ที่บ้านพัก อ.สามง่าม จ.พิจิตร  พ่อทิพย์ทั้ง 2 คน จับกุมได้เมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ในการเข้าตรวจค้นครั้งนี้ชุดจับกุมควบคุมนายมงคล เกตุเห่ง อายุ 50 ปี  (พ่อทิพย์)มาชี้ตัวยืนยันผู้ต้องหาสามีภรรยาชาวจีนด้วย นายมงคล กล่าวว่า ไม่ได้อยากพูดอะไร แค่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ยืนยันเขาไม่ได้ให้ค่าจ้าง เพราะทำงานอยู่ที่เดียวกัน และตัวเองไม่ได้ถูกหลอก แต่เต็มใจช่วย เพราะไม่รู้ว่าผิด

นอกจากนี้ วันนี้พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพร รอง ผบก.น.6 พร้อมชุดจับกุมเข้าตรวจค้นโรงพยาบาลเอกชน 1 แห่งหนึ่ง (รพ.ปิยเวช)และสำนักงานเขตที่เกี่ยวข้องอีก 1 แห่ง(เขตห้วยขวาง) เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม

พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า เนื่องจากประชาชนร้องเรียนและส่งหลักฐานให้ตำรวจตรวจสอบพบขบวนการลักลอบช่วยให้ลูกของชาวต่างชาติได้สัญชาติไทย ด้วยการว่าจ้างชายไทยที่ไม่ใช่พ่อแท้ ๆ มาจดทะเบียนรับรองบุตร ทำให้เด็กได้รับสูติบัตร ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน และสิทธิในฐานะคนไทย ทั้งที่ข้อมูลทั้งหมดเป็นเท็จ

จากการสืบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับชุดเฉพาะกิจ DOPA N.I.C.E. พบข้อมูลเด็กต้องสงสัยกว่า 1,483 ราย เชื่อมโยงโรงพยาบาลต้องสงสัย 8 แห่ง โดยก่อนหน้านี้ตรวจสอบโรงพยาบาลแห่งแรก พบเด็กต้องสงสัย 62 ราย ยืนยันการทุจริตแล้ว 19 ราย และยังอยู่ระหว่างขยายผลอีก 43 ราย

พล.ต.อ.สำราญ กล่าวต่อว่า ส่วนการปฏิบัติการครั้งนี้ตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งย่านพระราม 9 พบเด็กต้องสงสัย 3 ราย และพบพฤติการณ์เข้าข่ายทุจริตแล้ว 2 ราย อีก 1 รายอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ก่อนที่ DOPA N.I.C.E. จะเข้าแจ้งความกับ สน.ห้วยขวาง เพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง

ตำรวจลงพื้นที่รวบรวมหลักฐานอย่างละเอียด ทั้งสอบปากคำพยาน ตรวจเวชระเบียน ตรวจเอกสารการแจ้งเกิด และตรวจพิสูจน์ DNA ของพ่อ แม่ และเด็ก จนพบว่า หญิงชาวจีนรายหนึ่งและสามีชาวจีน ต้องการให้ลูกทั้ง 2 คนได้สัญชาติไทย ติดต่อขบวนการนายหน้าให้หาชายไทยมารับรองบุตรแทนพ่อที่แท้จริง ชายไทยที่ถูกว่าจ้างมี 2 คน คือ นายมงคล และ นายวรเมธ ทั้งคู่ไม่เคยรู้จักหรือมีความสัมพันธ์กับหญิงชาวจีนมาก่อน แต่ยอมใช้เอกสารส่วนตัวและแสดงตัวเป็นพ่อเด็กเพื่อแลกกับค่าจ้าง ขณะที่นายวรเมธ ยังพบประวัติคดียาเสพติดและการพนันในพื้นที่ จ.พิจิตร อีกด้วย ตำรวจเชื่อว่าขบวนการนี้ทำกันเป็นเครือข่าย มีการอาศัยช่องโหว่ของระบบและขั้นตอนการรับรองบุตร เพื่อให้เด็กต่างด้าวได้รับสัญชาติไทยอย่างผิดกฎหมาย

พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยว่า ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ครบทั้งหมด พร้อมดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ใช้เอกสารราชการอันเป็นเท็จ และทุจริตทะเบียนราษฎรเพื่อให้ได้สัญชาติไทยโดยมิชอบ นอกจากนี้ นายทะเบียนได้ดำเนินการเพิกถอนรายการทะเบียนและเพิกถอนสัญชาติไทยของเด็กที่ได้มาโดยทุจริตทั้งหมดแล้ว พร้อมประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายกับชาวต่างชาติที่เกี่ยวข้อง

รวมผลการปฏิบัติการทลายเครือข่าย พ่อไทยทิพย์ ห้วงวันที่ 9 กรกฎาคม - 24 กรกฎาคม พบเด็กต้องสงสัย 22 ราย จับกุมผู้กระทำความผิด พ่อไทยทิพย์จำนวน 16 ราย แม่ชาวจีน 13 ราย พ่อคนจีน 6 ราย เจ้าหน้าที่รัฐ 1 ราย เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 1 ราย รวมทั้งสิ้น 37 ราย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายผลปราบปรามเครือข่ายลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องความถูกต้องของระบบทะเบียนราษฎร ป้องกันการแฝงตัวของอาชญากรรมข้ามชาติ และรักษาความมั่นคงของประเทศ พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากพบพฤติการณ์ผิดปกติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจทุกแห่ง หรือสายด่วน 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง

ต่อมา เวลา 10.30 น.ที่ สน.ห้วยขวาง ชุดจับกุมและผู้เกี่ยวข้องเปิดแถลงข่าวคดีดังกล่าว พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ครบทั้งหมด พร้อมดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ใช้เอกสารราชการอันเป็นเท็จ และทุจริตทะเบียนราษฎรเพื่อให้ได้สัญชาติไทยโดยมิชอบ นอกจากนี้ นายทะเบียนได้ดำเนินการเพิกถอนรายการทะเบียนและเพิกถอนสัญชาติไทยของเด็กที่ได้มาโดยทุจริตทั้งหมดแล้ว พร้อมประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายกับชาวต่างชาติที่เกี่ยวข้อง

ด้านนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะนายทะเบียนกลางซึ่งดูแลเรื่องระบบทะเบียนทุกชนิดทั่วประเทศ กล่าวว่า เราตรวจพบความผิดปกติในฐานข้อมูลของระบบทะเบียนราษฎร์โดยเฉพาะในเรื่องของการแจ้งเกิดเด็กที่มีแม่เป็นชาวต่างชาติ เมื่อตรวจสอบพบรวมถึงเรื่องข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทำให้ทราบว่าเด็กที่เกิดจากแม่ที่เป็นชาวต่างชาติและมีการอ้างว่าพ่อเป็นคนไทยมีความผิดปกติหลายประเด็นนำไปสู่การสืบสวนสอบสวนจนพบแน่ชัดว่าเป็นการสวมพ่อ(บิดา)อันเป็นเท็จ

นายนฤชา บอกว่า เมื่อตรวจพบจึงได้ดำเนินการปฏิบัติการในวันนี้ การกระทำความผิดวันนี้มุ่งเน้นไปที่การกำชับให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ทั้งเจ้าหน้าที่ของภาครัฐและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานทางการแพทย์ อย่าให้การช่วยเหลือและดำเนินการที่ผิดจากระเบียบกฎหมายขั้นตอนที่ปฏิบัติ มีโทษสถานเดียวคือให้ออกจากราชการและลงโทษวินัยขั้นสูงสุดและดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งหากเป็นเจ้าของรัฐโทษจะต้องมากกว่าบุคคลธรรมดา หากเป็นเจ้าหน้าที่เอกชนจะขอความร่วมมือจากกระทรวงสาธารณสุขที่ทำหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานของโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งได้มีการพูดคุยเบื้องต้นต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่เช่นเดียวกัน

จากเจ้าหน้าที่ระดับโรงพยาบาลนำไปสู่เจ้าหน้าที่ผู้อนุมัติอนุญาตเรื่องของทะเบียน หากอยู่ในส่วนกลางคือสำนักงานเขต หากอยู่ในภูมิภาคคือสำนักทะเบียนอำเภอ หรือสำนักท้องถิ่นแล้วแต่ประเภท ยืนยันดำเนินคดีทุกรายให้รับโทษสูงสุด การตรวจสอบครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเฉพาะผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ หรือบุคคลจากสัญชาติใดสัญชาติหนึ่งเท่านั้น แต่จะตรวจสอบทุกกรณีที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติอย่างรอบด้าน เพื่อขยายผลไปยังทุกเครือข่ายที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด

ส่วนสาเหตุที่ชาวต่างชาติจำนวนหนึ่งพยายามขอได้มาซึ่งสัญชาติไทยนั้น อธิบดีกรมการปกครอง ระบุว่า เป็นประเด็นที่หลายหน่วยงานกำลังศึกษา แต่ยอมรับว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่อาศัย และอาจมีปัจจัยด้านสิทธิประโยชน์หรือการดำเนินธุรกรรมต่างๆ เป็นแรงจูงใจ อย่างไรก็ตาม ผู้กระทำผิดบางรายใช้วิธีสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ เพื่อให้มีองค์ประกอบครบถ้วนสำหรับการพิจารณาได้สัญชาติไทย ซึ่งถือเป็นการบิดเบือนกระบวนการตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามการดำเนินคดีจะไม่จำกัดเฉพาะผู้ที่ใช้เอกสารหรือได้สัญชาติไทยโดยมิชอบ แต่จะขยายผลไปถึงผู้ที่มีส่วนร่วมทุกฝ่าย ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ผู้บริหารสถานพยาบาล และสถานพยาบาลที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ารู้เห็นเป็นใจหรือมีส่วนสนับสนุนการกระทำผิด ก็อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะที่ ทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชน กำลังเร่งตรวจสอบกระบวนการออกเอกสารรับรองการเกิดทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนการฝากครรภ์ การทำคลอด ไปจนถึงการออกหนังสือรับรองการเกิด ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการแจ้งเกิดและการออกสูติบัตร พร้อมอธิบายว่า ตามขั้นตอน พยาบาลผู้ทำคลอดจะเป็นผู้บันทึกข้อมูลเด็กและบิดามารดา ก่อนให้แพทย์ผู้ทำคลอดลงนามรับรอง จากนั้นผู้ได้รับมอบหมายจากโรงพยาบาลจะนำเอกสารไปแจ้งเกิดต่อฝ่ายทะเบียน หากมีการนำบุคคลอื่นมาสวมสิทธิ์เป็นบิดาหรือมารดา ก็จะทำให้การตรวจสอบของนายทะเบียนเป็นไปได้ยาก และเป็นต้นทางของการกระทำความผิด

รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ระบุว่า ขณะนี้ได้สั่งอายัดเอกสารที่เกี่ยวข้องจากโรงพยาบาลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ เพื่อนำส่งพนักงานสอบสวนใช้เป็นพยานหลักฐาน พร้อมขยายการตรวจสอบไปยังโรงพยาบาลเอกชนกว่า 470 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า จะไม่มีการกระทำลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก พร้อมขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแส หากพบการกระทำผิดเกี่ยวกับการออกเอกสารรับรองการเกิด

นอกจากนี้ ทันตแพทย์อาคม ยังย้ำว่า ผู้บริหารโรงพยาบาลและผู้ดำเนินการสถานพยาบาล มีหน้าที่กำกับดูแลบุคลากรทางการแพทย์ให้ปฏิบัติตามกฎหมายและจรรยาบรรณวิชาชีพ หากพบแพทย์หรือพยาบาลมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด นอกจากจะมีความผิดทางอาญาแล้ว ยังอาจถูกดำเนินการทางวินัยและจรรยาบรรณวิชาชีพ รวมถึงอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ