ใครจะไปคิด! เปิดอีกมุมชีวิตคู่ ลุงโจกับเมียสาววัย 30 รู้แล้วยิ่งสงสาร
ข่าวอาชญากรรม

ใครจะไปคิด! เปิดอีกมุมชีวิตคู่ ลุงโจกับเมียสาววัย 30 รู้แล้วยิ่งสงสาร

กลายเป็นเรื่องสะเทือนใจที่ยิ่งรู้รายละเอียดก็ยิ่งน่าสงสาร หลังเกิดเหตุรุนแรงจบชีวิตสามีวัย 63 ปี ภายในบ้านพัก เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ด้วยเบื้องหลังเส้นทางชีวิตคู่ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและแรงกดดันสะสมมายาวนาน

ข้อมูลจากคนใกล้ชิดระบุว่า ผู้เสียชีวิตมีอาชีพขับไรเดอร์ ต้องนำรายได้ทั้งหมดมอบให้ภรรยา แม้กระทั่งเงินที่ได้จากแอปพลิเคชันก็แทบไม่เหลือใช้ บางวันมีเงินติดตัวเพียง 40 บาท หรือเหลือเพียงเหรียญในกระเป๋า ขณะที่ยังต้องให้เงินภรรยาสัปดาห์ละ 5,000 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 20,000 บาท อีกทั้งหากต้องการมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา ยังต้องจ่ายเงินให้ฝ่ายหญิงครั้งละ 10,000 - 30,000 บาท

โดยก่อนหน้านี้ ผู้เสียชีวิตยังพยายามประคับประคองชีวิตคู่ โดยลงทุนซื้อเสื้อผ้าให้ภรรยานำไปขายในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ แต่ฝ่ายหญิงกลับเก็บทั้งทุนและกำไรไว้เพียงผู้เดียว นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมหึงหวงรุนแรง ไม่ยอมให้สามีพูดคุยกับผู้หญิงคนอื่น ส่งผลให้ความสัมพันธ์ตึงเครียดมาโดยตลอด

ย้อนไปช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ฝ่ายหญิงเคยก่อเหตุทำร้ายผู้เสียชีวิตจนได้รับบาดเจ็บสาหัสมาแล้ว แต่ผู้เสียชีวิตยังคงยอมช่วยประกันตัวออกมา ด้วยความหวังจะรักษาชีวิตคู่เอาไว้ กระทั่งเกิดเหตุรุนแรงซ้ำอีกครั้ง

คืนก่อนเกิดเหตุ เวลาประมาณ 21.00 น. ผู้เสียชีวิตได้ไปพบเพื่อนสนิท พร้อมยืมเงิน 200 บาท เพื่อนำไปดื่มสุรา และระบายความทุกข์เกี่ยวกับชีวิตคู่ โดยมีการกอดเพื่อนแน่นคล้ายเป็นการบอกลา ก่อนช่วงเที่ยงคืนจะแวะร้านคาราโอเกะของคนรู้จัก และร้องไห้ พร้อมพูดตัดพ้อว่า ไม่ไหวแล้ว ชีวิตไม่เหลืออะไรแล้ว ซึ่งแตกต่างจากพฤติกรรมปกติอย่างเห็นได้ชัด

กระทั่งช่วงเช้ามืด ภรรยาสาวได้มาตามที่บ้าน และพยายามเรียกให้เปิดประตู แต่ฝ่ายชายไม่ยอมเปิด ทำให้ฝ่ายหญิงปีนรั้วสูงประมาณ 2-3 เมตรเข้าไป และพังประตูบุกเข้าภายในบ้าน ก่อนเกิดเหตุทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง เพื่อนบ้านเผยว่าได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือถึง 2 ครั้ง ก่อนเสียงจะเงียบลง

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ พบผู้เสียชีวิตนอนอยู่ข้างเตียงในห้องนอน ส่วนผู้ก่อเหตุอยู่ในอาการนิ่งเฉย ไม่แสดงอารมณ์ และระหว่างถูกควบคุมตัว ยังมีพฤติกรรมนั่งพูดพึมพำคนเดียว ทั้งนี้มีข้อมูลจากชาวบ้านระบุว่า ผู้ก่อเหตุอาจเคยมีประวัติคดีมาก่อนหลายครั้ง ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป