ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบก.ก., พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ และ พล.ต.ต.อธิป พงษ์ศิวาภัย รอง ผบช.ก. ฝ่ายแพลตฟอร์มดิจิทัลและอินเทอร์เน็ต ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ร่วมกับ สำนักงาน กสทช.และ เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท., พ.ต.อ.วัชรพันธ์ ศิริพากย์, พ.ต.อ.กฤษฎาพร ปานโปร่ง, พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ, พ.ต.อ.พิเชษฐ์ คำภีรานนท์ รอง ผบก.บก.ปอท., ว่าที่ พ.ต.อ.พันธุ์ล้าน ปฐมพรวิวัฒน์ ผกก.กลุ่มงานสนับสนุนคดีเทคโนโลยี บก.ปอท., พ.ต.ท.อโนธร ศรีทองใบ, พ.ต.ท.หญิง เยาวลักษณ์ สุขทัศน์, พ.ต.ท.ณัฐพล แต่เจริญ และ พ.ต.ท.พงษ์ธร โปนกแก้ว รอง ผกก.กลุ่มงานสนับสนุนคดีเทคโนโลยี บก.ปอท. เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้น นำโดย เจ้าหน้าที่กลุ่มงานสนับสนุนฯ บก.ปอท. นำโดย พ.ต.ท.วิทวัส สิงห์โตแก้ว รอง ผกก.กลุ่มงานสนับสนุนฯ บก.ปอท. พ.ต.ท.ตฤณ ลีลานุช พ.ต.ท.สุรชัย เหมจุไร พ.ต.ท.ธีระยุทธ ไทยราช พ.ต.ท.ไกรพล ดีแก้ว สว.กลุ่มงานสนับสนุนฯ บก.ปอท. ร.ต.อ.สิทธิชัย มะเส ว่าที่ ร.ต.อ.พีรยช ใสสกุล ร.ต.ท.ณัฐวุฒิ ฤทธิ์เดชา รอง สว.กลุ่มงานสนับสนุนฯ บก.ปอท. ด.ต.สมชาย ดวงเงิน ด.ต.ทศพล ทีสุกะ ด.ต.อภิวัฒน์ นาคจีน และด.ต. อนุรักษ์ สุทธิแสน ผบ.หมู่ กลุ่มงานสนับสนุนฯ บก.ปอท.

ร่วมกันตรวจค้น บ้านพัก ต.แม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก ตามหมายค้นของศาลจังหวัดแม่สอดที่ 51/2569 ลงวันที่ 4 มี.ค.69 เพื่อพบและยึดสิ่งของ ซึ่งจะเป็นพยานหลักฐานประกอบการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา ซึ่งมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยผิดกฎหมาย หรือได้ใช้ หรือตั้งใจจะใช้ในการกระทำความผิด
พร้อมตรวจยึดของกลาง ที่ใช้ในการกระทำความผิดประกอบด้วย อุปกรณ์โครงข่ายระดับองค์กร ประกอบด้วย Router และ Switch ประสิทธิภาพสูง (Mikrotik, Huawei, Raisecom) พร้อมชุดแปลงสัญญาณและโครงข่ายสายสัญญาณความเร็วสูง (Fiber Optic), ชุดคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์บันทึกข้อมูล และนอกจากนี้ ชุดอุปกรณ์โครงข่ายสายสัญญาณความเร็วสูง อีกจำนวนมาก ภายในสถานที่ดังกล่าว สถานที่ตรวจค้น บ้านพัก ต.แม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก

พฤติการณ์ จากการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน เพื่อให้การดำเนินการตามมาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ภายใต้นโยบายของ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ หรือ ACSC
เจ้าหน้าที่ กลุ่มงานสนับสนุนฯ บก.ปอท. ได้ประสานความร่วมมือกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ให้บริการ ในการตรวจสอบผู้ขอใช้งานอินเทอร์เน็ตอันมีพฤติกรรมการใช้งาน และการขอติดตั้ง ต้องสงสัยว่ามีการลักลอบนำสัญญาณอินเทอร์เน็ตซึ่งอนุญาตให้บริการเฉพาะในพื้นที่ประเทศไทย ส่งข้ามแดนเพื่อนำไปงานภายนอกประเทศโดยผิดกฎหมาย ปรากฎข้อมูลการขอติดตั้งวงจรอินเทอร์เน็ตและใช้งานสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากผู้ขอใช้บริการที่ต้องสงสัย โดยมีการขอรับการติดตั้งวงจรอินเทอร์เน็ตแบบ Fix IP กว่า 6 วงจร โดยขอให้มีการติดตั้ง ณ บ้านพัก ต.แม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก ที่เดียวกันทั้งหมด ทั้งจากสภาพแวดล้อมที่ตั้งของบ้านพักฯ หลังดังกล่าว มีพื้นที่ติดชายแดนประเทศไทย-เมียนมา โดยปรากฎเป็นบ้านเดี่ยว 1 ชั้น โดยไม่มีชุมชน หรือบ้านหลังอื่นใดอยู่โดยรอบ และพื้นที่ตรงข้ามชายแดนประเทศเมียนมาเป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ ซึ่งมีความต้องการในการใช้งานอินเทอร์เน็ตในการประกอบกิจกรรมสูง จึงเชื่อได้ว่าสัญญาณอินเทอร์เน็ตว่า 6 วงจร ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อลักลอบนำสัญญาณส่งไปยังผู้อาศัยในพื้นที่ตรงข้ามบ้านพักฯ (พื้นที่ประเทศเมียนมา) ใช้งาน อีกทั้ง ค่าบริการสัญญาณอินเทอร์เน็ตแบบ Fix IP จำนวน 6 วงจร ดังกล่าว มีค่าบริการกว่า 400,000 บาท ต่อเดือน

เจ้าหน้าที่กลุ่มงานสนับสนุนฯ บก.ปอท. ภายใต้การอำนวยการของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ พร้อม สำนักงาน กสทช. และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ทำการตรวจค้น บ้านพักดังกล่าว ตามหมายค้นของศาลจังหวัดแม่สอด ซึ่งจากการตรวจค้นพบอุปกรณ์โครงข่ายระดับองค์กร ประกอบด้วย Router และ Switch ประสิทธิภาพสูง (Mikrotik, Huawei, Raisecom) พร้อมชุดแปลงสัญญาณและโครงข่ายสายสัญญาณความเร็วสูง (Fiber Optic), ชุดคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์บันทึกข้อมูล และพบการเดินสายส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (Fiber Optic) ถูกใส่ไว้ในท่อ PVC ฝังได้ใต้ดินลึกกว่า 2 เมตร และเดินสายสัญญาณไปยังพื้นที่ประเทศเมียนมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้นได้ยึดอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องหลายรายการซึ่งตรวจพบดังกล่าวข้างต้น เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นความผิด พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 (ตามมาตรา 6) “ร่วมกันมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต, (ตามมาตรา 11) “ตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต” และ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 (ตามมาตรา 67(3)) "ผู้ใดประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือใช้คลื่นความถี่ในการประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยมิได้รับอนุญาต (3) ถ้าการกระทำความผิดเป็นการประกอบกิจการซึ่งกำหนดให้ต้องมี ใบอนุญาตแบบที่สามต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินสิบล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ดำเนินการยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและตรวจสอบการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ผิดปกติตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้โครงข่ายถูกนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย และสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามขบวนการอาชญากรรมออนไลน์ที่สร้างความเสียหายต่อประชาชนและสังคมไทย
ทั้งนี้ หากมีผู้พบเห็นพฤติกรรมผิดปกติ ที่เกี่ยวข้องกับการลากสายสัญญาณข้ามแดน หรือการส่งสัญญาฯอินเตอร์เน็ตข้ามแดน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่เพจตำรวจสอบสวนกลาง หรือ กสทช.