ตามนโยบายของรัฐบาลได้กำหนดนโยบายในการเร่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ ของประชาชน โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. ในฐานะ รอง ผอ.ศปอส.ตร. สั่งการระดมกวาดล้างการกระทำผิด ที่ เกี่ ยวข้องกับอาชญากรรมทางออนไลน์ทุกประเภทอย่างเด็ดขาด โดย พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. ได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดเปิดปฏิบัติการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาเพื่อดำเนินคดีให้ถึงที่สุด จนนำมาสู่การแถลงข่าวคดี สำคัญจากปฏิบัติการในครั้งนี้
วันพุธที่ 4 มี.ค.69 เวลา 13.30 น. ณ บริเวณชั้น 1 บก.สอท.2 โดย พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท., มอบหมายให้ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1, พล.ต.ต.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผบก.สอท.2, พ.ต.อ.สุวัฒชัย ศรีทองสุข รอง ผบก.ตอท. พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว ตร.ไซเบอร์ทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ รวบเลขานักการเมืองท้องถิ่นพร้อม ยึดทรัพย์ หลังพบเอี่ยวแก๊งหลอกลงทุนสูญกว่า 3 ล้าน

สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สอท.2 ได้รับแจ้งความจากผู้เสียหายจำนวนหลายรายผ่านระบบรับ แจ้งความออนไลน์ thaipoliceonline.go.th ว่ากลุ่มผู้เสียหายได้พบเพจเฟสบุ๊กลงโพสต์โฆษณาสอนเทรดหุ้นฟรี จึงได้ ติดต่อไปแล้วเพิ่มเพื่อนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ จากนั้นได้ถูกชักชวนให้ลงทุนเทรดหุ้น ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงสมัครสมาชิก แล้วได้กดลิงก์เพื่อติดตั้งแอปพลิเคชัน UOB Securities (TH) ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันปลอมที่กลุ่มคนร้ายสร้างขึ้นมา เมื่อโอนเงินเข้าไป แอปดังกล่าวจะแสดงยอดเงินที่ผู้เสียหายร่วมลงทุน และผลกำไรที่ได้รับ ทำให้เสียหายเชื่อสนิทใจว่า โอนเงินแล้วได้ผลตอบแทนจริง จึงได้โอนเงินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สุดท้ายกลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ นอกจากนี้ ผู้เสียหายบางรายยังได้พบเพจเฟซบุ๊กโฆษณาชักชวนทำงานแพ็คสินค้าออนไลน์ เมื่อผู้เสียหาย สนใจจึงติดต่อไปสอบถามรายละเอียด ต่อมาคนร้ายออกอุบายว่า หากต้องการทำงานแพ็คสินค้า ต้องทำกิจกรรมลงทุน เป็นเงื่อนไขเพื่อเข้าร่วมงานดังกล่าว ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้ทำตามที่คนร้ายแนะนำ และโอนเงินไปยังบัญชีธนาคาร คนร้ายหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้จริง

ต่อมา พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. จึงได้สั่งการให้สืบสวนกรณีดังกล่าว โดยมอบหมายให้ พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ฯ ช่วยราชการ บช.สอท., พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผบก.สอท.2 นำทีมลงพื้นที่สืบสวน โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบมูลค่าความเสียหายแล้วกว่า 3 ล้านบาท ต่อมา พนักงานสอบสวน กก.2 บก.สอท.2 ได้รวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถขออนุมัติศาลออกหมายจับ ผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้ว จำนวน 23 ราย โดยกล่าวหาว่า “เป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, เป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ ระบบ คอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย เปิดหรือยินยอมให้ บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือเลขหมายโทรศัพท์ของตน โดยมิได้มีเจตนา ใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับ อาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือผิดอาญาอื่นใด

ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 มี.ค.69 พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท., พ.ต.อ.สุวัฒชัย ศรีทองสุข รอง ผบก.ตอท. พร้อมด้วย พ.ต.อ.มนต์ชัย บุญเลิศ ผกก.2 บก.สอท.2 และ พ.ต.อ.ปกรณ์กิตติ์ ธนวรินทร์กุล ผกก.3 บก.สอท.2 ได้ร่วมกัน นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สอท.2 และ กก.3 บก.สอท.2 สนธิกำลังร่วมกับ เจ้าหน้าที่ ปปง. เปิดปฏิบัติการ ปิดล้อมตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับที่เกี่ยวข้องหลายจุดทั่วประเทศ

โดยในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมเจ้าหน้าที่ ปปง. ได้มีการเข้าตรวจค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยง จำนวน 5 จุด ตามหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ ค.122-126/2569 ดังนี้
จุดที่ 1 บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ ม.6 ต.บางเมือง อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ
ผลการตรวจค้นสามารถตรวจยึดของกลาง ดังนี้
1. เครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ จำนวน 4 เครื่อง
2. เครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ก จำนวน 4 เครื่อง
3. เอกสารเกี่ยวกับบัญชีธนาคาร จำนวน 3 ชุด
4. โทรศัพท์มือถือ จำนวน 1 เครื่อง
5. สมุดเช็ค จำนวน 2 เล่ม
6. อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล จำนวน 14 ชิ้น
7. สร้อยคอลักษณะคล้ายทองคำ จำนวน 1 เส้น
8. เอกสารคำขอเปิดบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัล(หลายแพลตฟอร์ม) จำนวน 7 ชุด

จุดที่ 2 และ จุดที่ 3 เป็นบริษัทจำนวน 2 แห่งในพื้นที่ ม. 6 ต.ท้ายบ้านใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ ซึ่งบริษัทแรกใช้ดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง มี นายสิทธิไชยฯ เป็นกรรมการฯ และอีกบริษัทใช้ ประกอบกิจการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศฯ ซึ่งมีนายสิทธิไชยฯ เป็นผู้ถือหุ้นฯ
ผลการตรวจค้นสามารถตรวจยึดของกลาง ดังนี้
1. รถยนต์ Porsche รุ่น Cayenne S สีขาว จำนวน 1 คัน
2. รถยนต์ Mercedes-Benz รุ่น C200 สีดำ จำนวน 1 คัน
จุดที่ 4 ห้องชุดในพื้นที่ ม.1 ต.บางปูใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ ผลการตรวจค้น ไม่พบพบบุคคลตามหมายจับ และไม่พบสิ่งผิดกฎหมายแต่อย่างใด
จุดที่ 5 ห้องชุดของโครงการหรูแห่งหนึ่ง ถ.บางนา-ตราด ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ สามารถจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ คือ นายสิทธิไชย อายุ 35 ปี เลขานุการนักการเมืองท้องถิ่นรายหนึ่งในพื้นที่ ตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ จ.209/2569 ลงวันที่ 2 มี.ค.69 และหมายจับศาลจังหวัดระยอง ที่ จ.137/2569 ลงวันที่ 2 มี.ค.69 พร้อมตรวจยึดของกลาง ได้แก่
1. คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก จำนวน 1 เครื่อง
2. โทรศัพท์มือถือ จำนวน 5 เครื่อง
3. ฮาร์ดดิสพกพา จำนวน 1 เครื่อง
4. รถยนต์ Mercedes-Benz จำนวน 2 คัน
5. สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 41 เล่ม
เบื้องต้น นายสิทธิไชย ปฏิเสธว่าตนเองเพียงประกอบธุรกิจซื้อขายเหรียญดิจิทัลเท่านั้น ตนไม่มีความเกี่ยวข้อง กับขบวนการสแกมเมอร์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์แต่อย่างใด อีกทั้งตนเองไม่ทราบว่าผู้ที่โอนเงินมาซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นใคร เป็นเพียงลักษณะของการซื้อมาขายไปเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากข้อมูลการสืบสวนที่ได้มา พบว่ามีเคสไอดีในระบบรับแจ้ง ความออนไลน์ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวกับการหลอกลงทุนและเทรดหุ้นหลายคดีเข้าไปเกี่ยวข้อง และมีเส้นทางการเงินที่ เชื่อมโยงกับบัญชีธนาคารของผู้ต้องหาทั้งรูปแบบส่วนตัวและบริษัท

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.สอท.2 เพื่อดำเนินคดี ตามกฎหมาย โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งสืบสวนขยายผลและติดตามจับกุมตัวผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้อง เพิ่มเติมต่อไป