โป๊ะเต็มๆ! ตร.ทางหลวงรวบสาวใหญ่ ปลอมป้ายทะเบียน-ภาษีรถ อ้างยืมเพื่อนมา
โป๊ะเต็มๆ! ตร.ทางหลวงรวบสาวใหญ่ ปลอมป้ายทะเบียน-ภาษีรถ อ้างยืมเพื่อนมา
ข่าวสังคม - โซเชียล

โป๊ะเต็มๆ! ตร.ทางหลวงรวบสาวใหญ่ ปลอมป้ายทะเบียน-ภาษีรถ อ้างยืมเพื่อนมา

ฟังข่าวนี้

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการตำรวจทางหลวง ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงในสังกัด กก.7 บก.ทล. สนธิกำลังเข้าตรวจสอบรถต้องสงสัย ก่อนจับกุม น.ส.แก้วตา (นามสมมติ) อายุ 42 ปี ในข้อหา ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม พร้อมตรวจยึดรถยนต์และเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้เป็นของกลาง

การจับกุมครั้งนี้นำโดย พ.ต.ท.พงษ์ศักดิ์ มีมุสิก สวญ.ส.ทล.1 กก.7 บก.ทล. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงพื้นที่พังงา กระบี่ และภูเก็ต โดยสามารถจับกุมได้บริเวณทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4311 ช่วงกิโลเมตรที่ 5-6 ต.บางเตย อ.เมืองพังงา จ.พังงา

พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อฮอนด้า สีขาว ติดแผ่นป้ายทะเบียน 6กน4xx4 กรุงเทพมหานคร และแผ่นเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีอีก 1 แผ่น

สืบเนื่องจากขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบ เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุพบรถยนต์คันดังกล่าวขับผ่านมาด้วยท่าทีมีพิรุธ จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบเอกสารและข้อมูลทะเบียนรถ

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า หมายเลขทะเบียน 6กน4xx4 กรุงเทพมหานคร ที่ติดอยู่กับรถ ไม่ปรากฏข้อมูลในระบบทะเบียนรถ เจ้าหน้าที่จึงเชิญตัว น.ส.แก้วตา พร้อมรถยนต์ไปตรวจสอบอย่างละเอียดที่สถานีตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 7

ผลการตรวจสอบพบว่า แผ่นป้ายทะเบียนดังกล่าวเป็นป้ายจริงที่ออกโดยกรมการขนส่งทางบก แต่เป็นทะเบียนของรถอีกคันหนึ่ง ไม่ตรงกับรถที่ตรวจพบ ขณะเดียวกัน เมื่อตรวจสอบแผ่นเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีที่ติดอยู่หน้ารถ ซึ่งระบุวันสิ้นอายุวันที่ 20 กันยายน 2569 ก็พบว่าเป็นเอกสารที่ถูกถ่ายเอกสารและทำปลอมขึ้นมา โดยไม่มีลักษณะตำหนิสำคัญตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด

นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบหมายเลขเครื่องยนต์และหมายเลขตัวถังของรถ พบว่าข้อมูลไม่ตรงกับหมายเลขทะเบียนที่ติดอยู่ จึงเชื่อได้ว่าเป็นการใช้เอกสารราชการปลอมอย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้ พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมายให้ น.ส.แก้วตา รับทราบ ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ