เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. และคณะทำงาน ได้ร่วมกันจับกุม น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 23 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตน หรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดทางอาญาอื่นใด โดยจับกุมได้บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (หมอชิต2) แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานครฯ

พฤติการณ์ก่อนการจับกุม ในช่วงกลางปี พ.ศ. 2568 ผู้เสียหายได้รับโทรศัพท์จากบุคคลที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร แจ้งว่าผู้เสียหายได้เปิดบัญชีธนาคารในจังหวัดขอนแก่น และบัญชีดังกล่าวมีเงินโอนเข้าจำนวน 600,000 บาท ก่อนจะถูกถอนออกไป โดยอ้างว่าบัญชีมีความเกี่ยวข้องกับขบวนการฟอกเงิน ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและตกใจ
จากนั้นคนร้ายได้โอนสายให้ผู้เสียหายพูดคุยกับบุคคลที่อ้างว่าเป็นผู้จัดการธนาคาร ซึ่งแจ้งว่าผู้เสียหายจำเป็นต้องไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ผู้เสียหายไม่สะดวกเดินทาง คนร้ายจึงแอดบัญชี LINE ชื่อ สภ.เมืองสุรินทร์ และวิดีโอคอลหาผู้เสียหาย โดยช่วงแรกปรากฏชายแต่งเครื่องแบบตำรวจยศร้อยตำรวจโท ก่อนจะปิดกล้องและสั่งให้ผู้เสียหายส่งภาพบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมเขียนข้อความว่า ใช้แจ้งความเปิดบัญชีไม่ถูกต้องและห้ามวางสาย ห้ามบอกเรื่องดังกล่าวให้บุคคลอื่นทราบ โดยอ้างว่าหากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุก ทำให้ผู้เสียหายเกิดความหวาดกลัวและปฏิบัติตามคำสั่ง

หลังจากนั้นคนร้ายได้ส่งภาพการจับกุมผู้ต้องหาคดีฟอกเงิน รวมทั้งภาพเอกสารที่มีข้อมูลบัญชีธนาคารของผู้เสียหาย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนจะโทรกลับมาอีกครั้ง โดยอ้างตัวเป็นนายตำรวจยศพันตำรวจเอก พร้อมส่งภาพบัตรข้าราชการตำรวจให้ผู้เสียหายดู เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ คนร้ายอ้างว่าหากต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ จะต้องโอนเงินทั้งหมดในบัญชีของตนไปยังบัญชีที่เจ้าหน้าที่กำหนด เพื่อใช้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และยืนยันว่าจะโอนเงินคืนให้ครบถ้วนภายในประมาณ 1 สัปดาห์ ผู้เสียหายจึงเปิดแอปพลิเคชันธนาคารและโอนเงินไปยังบัญชีที่คนร้ายแจ้ง จำนวน 452,000 บาท
ภายหลังโอนเงิน ผู้เสียหายเริ่มเกิดความสงสัย จึงติดต่อสอบถามธนาคารในจังหวัดขอนแก่นและสุรินทร์ จึงทราบว่าไม่เคยมีการเปิดบัญชีเพิ่มเติมตามที่คนร้ายกล่าวอ้าง และไม่มีการดำเนินคดีใดเกี่ยวกับผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงทราบว่าตนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และรีบติดต่อธนาคารเพื่ออายัดบัญชีในทันที ก่อนจะเดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน บก.สอท.5 เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมาย
จากการสืบสวนและได้รับแจ้งจากสายลับ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมทราบว่า น.ส.บี ได้หลบหนีมาจากทางภาคเหนือ เพื่อเข้ามาที่กรุงเทพมหานครฯ จึงได้ติดตามสืบสวนหาข่าวบริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (หมอชิต2) และพบบุคคลมีตำหนิรูปพรรณคล้ายผู้ต้องหา จึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและทำการตรวจสอบ เมื่อยืนยันว่าเป็นบุคคลตามหมายจับ ผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง และไม่เคยถูกจับในคดีนี้มาก่อน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมาย ก่อนนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน บก.สอท.5 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การว่า ช่วงประมาณปี 2567 ตนได้เปิดบัญชีให้กับแฟนเก่าตามคำชักชวน จำนวน 1 บัญชี ได้ค่าตอบแทน 5,000 บาท นอกจากนี้ยังมีบัญชี Facebook ทักมาว่าจ้างให้ตนตระเวนกดเงินตามตู้กดเงิน โดยตกลงให้ค่าตอบแทนในการกดเงิน 100,000 บาท จะได้ค่าตอบแทน 1,000 บาท ซึ่งตนได้ตระเวนกดเงินไปจำนวน 500,000 บาท และได้รับค่าตอบแทนมาจำนวน 5,000 บาท
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้เตือนภัยประชาชนให้ระมัดระวังมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือหน่วยงานราชการ โทรศัพท์แจ้งว่าท่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี หรือมีบัญชีธนาคารผิดปกติ ก่อนหลอกให้โอนเงินเพื่ออ้างว่าเป็นการตรวจสอบทรัพย์สิน CIB ขอย้ำว่าไม่มีหน่วยงานของรัฐ ธนาคาร หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ สั่งให้ประชาชนโอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชี หรือแสดงความบริสุทธิ์ หากได้รับการติดต่อในลักษณะดังกล่าว อย่าหลงเชื่อ อย่าโอนเงิน และอย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ควรติดต่อสอบถามหน่วยงานที่ถูกแอบอ้างโดยตรง หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ