เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ตามรายงานจาก ยัม! แบรนด์ส (Yum! Brands) บริษัทเจ้าของเครือร้านอาหารจานด่วนรายใหญ่ของโลก ระบุว่า ยัม! แบรนด์ส ประกาศขายกิจการ พิซซ่าฮัท (Pizza Hut) แบรนด์ร้านพิซซ่าระดับโลกที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 68 ปี ด้วยมูลค่ารวม 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 88,338 ล้านบาท ท่ามกลางความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดร้านอาหาร
ตามแผนการขายกิจการดังกล่าว ยัม! แบรนด์ส จะขายธุรกิจพิซซ่าฮัทนอกประเทศจีนให้กับบริษัทลงทุนเอกชน ลองเรนจ์ แคปิตอล (LongRange Capital) ในมูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 49,000 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจพิซซ่าฮัทในประเทศจีนจะถูกซื้อโดย ยัม ไชน่า โฮลดิ้งส์ อิงค์ (Yum China Holdings Inc.) ด้วยมูลค่าประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 39,250 ล้านบาท
สำหรับตลาดจีนถือเป็นตลาดต่างประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของพิซซ่าฮัท รองจากสหรัฐอเมริกา โดยคิดเป็นสัดส่วนยอดขายประมาณ 19% ของธุรกิจทั้งหมด ทั้งนี้ ยัม ไชน่า ได้แยกตัวออกจากยัม! แบรนด์ส และดำเนินธุรกิจในฐานะบริษัทอิสระมาตั้งแต่ปี 2559
รายงานระบุว่า ยัม! แบรนด์ส ซึ่งยังเป็นเจ้าของแบรนด์ดังอย่าง KFC และ Taco Bell ได้เริ่มทบทวนทางเลือกเกี่ยวกับอนาคตของพิซซ่าฮัทมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา หลังผลประกอบการของแบรนด์เริ่มสวนทางกับธุรกิจอื่นในเครือ โดยแม้ยอดขายรวมทั่วโลกของยัม! แบรนด์ส ในปีที่ผ่านมา จะเติบโต 5% แต่ยอดขายของพิซซ่าฮัททั่วโลกลดลง 2%
ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ บริษัทได้ประกาศแผนปิดร้านพิซซ่าฮัทในสหรัฐอเมริกาจำนวน 250 สาขา ขณะที่ข้อมูล ณ สิ้นปีที่ผ่านมา ระบุว่าพิซซ่าฮัทยังคงมีสาขาทั่วโลกอยู่ 19,974 แห่ง
นีล ซอนเดอร์ส กรรมการผู้จัดการของบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลค้าปลีก โกลบอลดาต้า (GlobalData) ให้ความเห็นว่า พิซซ่าฮัทถือเป็นจุดอ่อนสำคัญในพอร์ตธุรกิจของยัม! แบรนด์สมาโดยตลอด แม้บริษัทจะพยายามปรับโครงสร้างธุรกิจและปิดสาขาที่มีผลประกอบการไม่ดี แต่การฟื้นฟูแบรนด์ให้กลับมาเติบโตอย่างมีนัยสำคัญจำเป็นต้องใช้ทั้งเงินลงทุนและระยะเวลาในระดับสูง ซึ่งดูเหมือนว่ายัม! แบรนด์ส ไม่ต้องการแบกรับภาระดังกล่าวต่อไป
พิซซ่าฮัทก่อตั้งขึ้นในปี 1958 ที่เมืองวิชิตา รัฐแคนซัส สหรัฐอเมริกา โดยสองพี่น้องผู้ก่อตั้งได้ยืมเงินจำนวน 600 ดอลลาร์สหรัฐจากมารดาเพื่อเปิดร้านพิซซ่าแห่งแรก และเลือกใช้ชื่อ Pizza Hut เนื่องจากพื้นที่บนป้ายร้านสามารถใส่ตัวอักษรได้เพียง 8 ตัว
ต่อมาในปี 1969 บริษัทได้เปิดตัวหลังคาสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของแบรนด์ และในปี 1971 พิซซ่าฮัทก้าวขึ้นเป็นเครือร้านพิซซ่าอันดับหนึ่งของโลก ก่อนที่ เป๊ปซี่โค (PepsiCo) จะเข้าซื้อกิจการในปี 1977 และต่อมาปรับโครงสร้างธุรกิจร้านอาหารจนกลายมาเป็น ยัม! แบรนด์ส ในปี 1997
อย่างไรก็ตาม ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา พิซซ่าฮัทต้องเผชิญการแข่งขันอย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1980 ที่ โดมิโนส์ พิซซ่า (Domino’s Pizza) เติบโตอย่างรวดเร็วจากกลยุทธ์รับประกันการจัดส่งภายใน 30 นาที
เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปสู่การซื้อกลับบ้านและบริการเดลิเวอรี่มากขึ้น พิซซ่าฮัทกลับต้องแบกรับต้นทุนจากร้านอาหารขนาดใหญ่ที่เน้นการนั่งรับประทานภายในร้าน แม้ธุรกิจจัดส่งอาหารจะได้รับอานิสงส์ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่บริษัทก็ยังต้องปิดสาขาในสหรัฐอเมริกากว่า 300 แห่ง
นอกจากนี้ การเติบโตของแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารหลากหลายประเภท ยังส่งผลกระทบต่อยอดขายพิซซ่าโดยตรง โดยข้อมูลระบุว่ายอดขายของพิซซ่าฮัทในสหรัฐอเมริกาเติบโตไม่ถึง 1% ในปี 2024 และหดตัวลงเล็กน้อยในปี 2025
คริส เทอร์เนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของยัม! แบรนด์ส กล่าวว่า การขายกิจการพิซซ่าฮัทจะช่วยให้บริษัทสามารถมุ่งเน้นทรัพยากรไปยังแบรนด์ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงกว่า ขณะเดียวกันเชื่อว่าภายใต้การบริหารของลองเรนจ์ แคปิตอล และยัม ไชน่า พิซซ่าฮัทจะมีโอกาสเติบโตได้ดีในอนาคตจากผู้ถือครองรายใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร
ด้าน บ็อบ เบอร์ลิน ผู้ก่อตั้งลองเรนจ์ แคปิตอล กล่าวว่า บริษัทมีความยินดีที่จะได้ร่วมงานกับทีมผู้บริหารและเครือข่ายแฟรนไชส์ของพิซซ่าฮัททั่วโลก พร้อมผลักดันการเติบโตในระยะต่อไป โดยมองว่าพิซซ่าฮัทเป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีฐานลูกค้าที่ภักดีอย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้ ยัม! แบรนด์ส คาดว่ากระบวนการขายกิจการพิซซ่าฮัททั้งในสหรัฐอเมริกาและจีนจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ของปีนี้