เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พล.ต.อ. สําราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท. ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2, พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3, พล.ต.ต.เกียรติศักดิ์ สระทองออย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 ได้สนธิกำลังร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมที่ดิน นำกำลังตำรวจกว่า 200 นาย เปิดปฏิบัติการ ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 4 ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี

ปฏิบัติการครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่ 41 เป้าหมาย 33 บริษัท ที่เข้าข่ายกระทำผิด โดยมีมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 235 ล้านบาท พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยว่า ปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการจับกุมหญิงต่างด้าวที่มีพฤติการณ์เป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ และคดีนอมินีในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เมื่อเดือนเมษายน 2569 ซึ่งตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรีและตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีได้ขยายผลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จากการตรวจสอบพบว่า จังหวัดชลบุรีมีนิติบุคคลจดทะเบียนรวม 76,343 ราย ในจำนวนนี้เป็นนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ 28,463 ราย และกรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังพบนิติบุคคลที่เข้าข่ายใช้ นอมินี สูงถึง 14,264 ราย นอกจากนี้ยังพบผู้ได้รับใบอนุญาตผู้ทำบัญชีชาวไทย 2 ราย ที่เข้าไปถือหุ้นในบริษัทจำนวนมาก โดยรายแรกถือหุ้น 146 บริษัท มูลค่าประมาณ 142 ล้านบาท และอีกรายถือหุ้น 40 บริษัท มูลค่าประมาณ 74 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกับการถือครองที่ดินในโครงการอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี

การสืบสวนเพิ่มเติมยังพบกลุ่มชาวรัสเซียใช้เว็บไซต์ในประเทศรัสเซียประกาศขายและให้เช่าบ้าน พร้อมเรียกหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรีว่าเป็น หมู่บ้านของชาวรัสเซีย เมื่อตรวจสอบพบว่ามีการร่วมกับคนไทยและผู้ทำบัญชีจัดตั้งบริษัทเพื่อถือครองบ้านเดี่ยวในโครงการ ส. พัทยา จำนวน 6 โครงการ รวมประมาณ 775 หลัง มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท ผ่านนิติบุคคล 495 บริษัท ซึ่งจากการตรวจสอบเชิงลึกพบว่า 435 บริษัทเป็นนิติบุคคลต่างด้าว โดย 19 บริษัทเข้าข่ายใช้นอมินี และอีก 14 บริษัทเป็นนิติบุคคลต่างด้าวที่ถือหุ้นเกินร้อยละ 50 แต่ยังคงถือครองที่ดิน ซึ่งรวมเป็นกลุ่มเป้าหมาย 33 บริษัทที่ถูกดำเนินการในครั้งนี้

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรีได้แจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มชาวรัสเซียและผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกลุ่ม MR. I ซึ่งจัดตั้งบริษัทถือครองบ้านเพื่อขายต่อ และกลุ่มครอบครัว B ที่จัดตั้งบริษัทถือครองบ้านเพื่อปล่อยเช่า เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ประมวลกฎหมายที่ดิน และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พนักงานสอบสวนจึงได้ขอศาลจังหวัดพัทยาออกหมายจับชาวรัสเซีย 4 ราย และหมายค้น 41 จุด ซึ่งผลปฏิบัติการสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ครบทั้ง 4 ราย พร้อมตรวจยึดเอกสารจดทะเบียนบริษัท เอกสารบัญชี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก เพื่อนำไปตรวจสอบและขยายผลถึงเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศต่อไป
สำนักงานตำรวจแห่งชาติเน้นย้ำว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการปราบปรามการใช้นอมินีเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายไทย โดยเฉพาะการถือครองที่ดินและการประกอบธุรกิจที่สงวนไว้สำหรับคนไทย พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินคดีอย่างรอบคอบ เป็นธรรม และยึดพยานหลักฐานเป็นสำคัญ เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบกฎหมาย ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะขยายผลปราบปรามเครือข่ายนอมินีทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแสการกระทำผิดของกลุ่มทุนต่างชาติได้ที่สถานีตำรวจทุกแห่ง หรือสายด่วน 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง