เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่แดนเนรมิต จ่าคิงส์ แตงทิม สะพานใหม่ ได้พา น.ส.สมสกุล (นามสมมุติ) อายุ 45 ปี และนายสมชาย (นามสมมุติ) อายุ 44 ปี สองสามีภรรยา เข้าร้องขอความช่วยเหลือต่อกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) หลังอ้างว่าถูกนายทุนเงินกู้นอกระบบคุกคามอย่างหนักถึงขั้นหวังเอาชีวิต ส่งคนเฝ้าติดตามที่บ้านพักและบ้านมารดา แม้จะจ่ายดอกเบี้ยไปแล้วกว่า 30 ล้านบาท จากยอดเงินกู้รวมประมาณ 23.5 ล้านบาท อีกทั้งยังถูกคู่กรณียื่นฟ้องกลับในข้อหาฉ้อโกง

น.ส.สมสกุล เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 หลังได้รับการแนะนำจากเพื่อนสนิทให้รู้จักกับนายทุนเงินกู้นอกระบบรายหนึ่ง ซึ่งเสนอปล่อยเงินกู้รวมกว่า 20 ล้านบาท โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อนำไปหมุนเวียนปล่อยกู้ต่อในกลุ่มเพื่อนสนิท โดยคิดอัตราดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 8-9 ต่อเดือน
ในช่วงแรกมีการกู้ยืมเงินหลายครั้ง โดยมีเพื่อนร่วมกู้ด้วยหลายราย แต่ภายหลังเพื่อนบางคนเริ่มผิดนัดชำระหนี้ ทำให้ตนเองในฐานะคนกลางต้องรับภาระชดใช้แทนทั้งหมด เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและคำพูดที่ให้ไว้กับเจ้าหนี้ ส่งผลให้ต้องทยอยขายทรัพย์สินที่มีอยู่ทั้งบ้าน ที่ดิน และรถยนต์ เพื่อนำเงินมาชำระดอกเบี้ย จนมียอดจ่ายสะสมรวมกว่า 30 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนตุลาคม 2568 ปัญหาการเงินเริ่มรุนแรงขึ้นจนไม่สามารถหาเงินมาชำระแทนเพื่อนทั้งหมดได้อีกต่อไป ส่งผลให้ทั้งตนเองและสามีเกิดความเครียดอย่างหนัก ถึงขั้นเคยคิดจบชีวิตพร้อมกัน และได้เตรียมหาซื้อยามาไว้แล้ว แต่ยังตัดสินใจขอเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อขอผ่อนปรน ทว่าไม่ได้รับการตอบรับ
ผู้เสียหายอ้างว่า หลังเริ่มส่งเงินได้ไม่ครบตามยอดดอกเบี้ยที่เจ้าหนี้เรียกเก็บ กลับถูกคุกคามอย่างต่อเนื่อง โดยมีการส่งชายฉกรรจ์ขับรถมาดักรอที่บ้าน ติดตามไปยังบ้านญาติและบ้านมารดา รวมถึงถ่ายภาพมารดาแล้วส่งมาเพื่อข่มขู่ นอกจากนี้ยังมีการร้องเรียนและกล่าวหาต่อหน่วยงานต้นสังกัดของผู้เสียหาย จนส่งผลกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน

ด้วยความหวาดกลัวในความปลอดภัยของตนเองและคนในครอบครัว สองสามีภรรยาระบุว่า ต้องหลบหนีออกจากบ้านและใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงมานานกว่า 7 เดือน อีกทั้งล่าสุดยังถูกกลั่นแกล้งร้องเรียนเรื่องการทำงาน จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ
น.ส.สมสกุล ยังกล่าวด้วยว่า สิ่งที่สร้างความเจ็บช้ำใจมากที่สุดคือ การที่นายทุนคู่กรณีเป็นฝ่ายยื่นฟ้องตนเองในข้อหาฉ้อโกง ทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นเพียงการกู้ยืมเงิน ไม่เคยมีการชักชวนร่วมลงทุนตามที่ถูกกล่าวหา โดยยืนยันว่ามีหลักฐานเป็นสัญญากู้ยืมเงินและเอกสารการโอนเงินชำระดอกเบี้ยครบถ้วนทุกเดือน

จากความกังวลเรื่องอิทธิพลและความปลอดภัย สองสามีภรรยาจึงประสานขอความช่วยเหลือจาก จ่าคิงส์ แตงทิม สะพานใหม่ เพื่อพาเข้าปรึกษาและร้องทุกข์กับกองบังคับการปราบปราม ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมทั้งขอความคุ้มครองความปลอดภัยให้กับครอบครัว
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานให้ผู้เสียหายเข้าพบเจ้าหน้าที่ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ (ศปน.ตร.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งให้เข้าแจ้งความกับกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เพื่อให้ตรวจสอบการดำเนินคดีในส่วนที่เกี่ยวข้อง หลังผู้เสียหายอ้างว่าคดีดังกล่าวถูกดำเนินการในลักษณะคดีฉ้อโกง ทั้งที่มีหลักฐานการกู้ยืมเงินอย่างชัดเจน โดยเจ้าหน้าที่จะรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป