จ่าคิงส์ พาผัวเมียร้องกองปราบ ถูกแก๊งพม่า-เนปาล ขาใหญ่สุขุมวิทหลอกยืมทอง-รีดเงิน 8 แสน ขู่ส่งติดคุก เสียหายยับร่วม 2 ล้าน
จ่าคิงส์ พาผัวเมียร้องกองปราบ ถูกแก๊งพม่า-เนปาล ขาใหญ่สุขุมวิทหลอกยืมทอง-รีดเงิน 8 แสน ขู่ส่งติดคุก เสียหายยับร่วม 2 ล้าน
ข่าวอาชญากรรม

จ่าคิงส์ พาผัวเมียร้องกองปราบ ถูกแก๊งพม่า-เนปาล ขาใหญ่สุขุมวิทหลอกยืมทอง-รีดเงิน 8 แสน ขู่ส่งติดคุก เสียหายยับร่วม 2 ล้าน

ฟังข่าวนี้

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 10 ก.ค. 69 อีซูซุรับแจ้งความบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จ่าคิงส์ สะพานใหม่ ได้พา นายสุจินต์ หอมกลิ่น อายุ 44 ปี พ่อค้าขายหมูในตลาด อ.เมือง จ.กาญจนบุรี พร้อมด้วย นางเรณู อายุ 35 ปี สัญชาติเมียนมา เชื้อชาติเนปาล (ภรรยา) เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อร้องขอความเป็นธรรมและช่วยเร่งรัดคดี หลังถูกกลุ่มแรงงานต่างด้าวสัญชาติเดียวกันที่ตั้งตัวเป็นผู้มีอิทธิพลย่านสุขุมวิท หลอกลวงทรัพย์สิน แจ้งความเท็จข่มขู่ และกรรโชกทรัพย์ รวมมูลค่าความเสียหายเกือบ 2 ล้านบาท โดยมีหลักฐานและใบแจ้งความจาก สน.ทองหล่อ และ สน.ลุมพินี แต่คดีไม่มีความคืบหน้า

นายสุจินต์ (สามี) เปิดเผยว่า ตนได้แต่งงานจดทะเบียนสมรสกับนางเรณูเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ต่อมาทราบว่าภรรยาและลูกติด 3 คน ถูกกลุ่มบุคคลเชื้อชาติเดียวกันชักชวนให้ไปเช่าบ้านอยู่ร่วมกันในซอยสุขุมวิท 4 ซึ่งมีผู้อาศัยรวมกันถึง 16 คน และแบ่งงานกันไปตั้งโต๊ะขายของที่ระลึก บุหรี่เถื่อน บุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์ปลุกเซ็กส์ บนฟุตบาทถนนสุขุมวิท ตั้งแต่ซอย 3 ถึงแยกอโศก

พฤติกรรมของแก๊งนี้เริ่มขึ้นเมื่อช่วงเดือน เม.ย. 2568 โดย นางเอ และ นางบี สัญชาติเมียนมา ได้เข้ามาตีสนิทจนภรรยาไว้วางใจ จากนั้นในวันที่ 11 ก.ค. 2568 ภรรยาพบว่าเงินสดสูญหายไป 30,000 บาท ตนจึงเดินทางไปช่วยสอบถาม แต่ปรากฏว่ากลุ่มผู้ต้องหาได้วางแผนกดดัน บังคับให้ลูกชายวัย 15 ปีของภรรยาสวมรอยรับสารภาพว่าเป็นคนขโมย เพื่อตัดตอนเรื่องราว และบังคับให้ภรรยาโกหกตนว่าได้เงินคืนแล้ว ทั้งที่เป็นเงินของภรรยาเองที่นำมาตบตา

นอกจากนี้ พบว่ากลุ่มคนเหล่านี้ยังมีพฤติกรรมหลอกลวงให้ภรรยาโอนเงิน และหลอกยืมเงินรวมถึงเครื่องประดับอีกหลายครั้ง ประกอบด้วย สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท 1 เส้น และแหวนทอง 1 วง อ้างว่าจะใส่ไปงานฉลองแล้วยึดเงียบนอกจากนี้ยังวางแผนให้นางเรณู โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทยของนางเอและนางบี รวม 12 ครั้ง เป็นเงิน 737,300 บาท ก่อนจะหลอกยืมเงินสดอีกจำนวน 228,690 บาท รวมมูลค่าความเสียหายในส่วนนี้สูงถึง 965,990 บาท พอทวงถามกลับถูกปฏิเสธ

นายสุจินต์ กล่าวต่อว่า หลังจากภรรยาเริ่มรู้ตัวและพยายามต่อสู้ เมื่อคืนวันที่ 31 ต.ค. 2568 กลุ่มผู้ต้องหา (นางเอ, นางบี, นาย ก และนาย ร) ได้วางแผนลวงภรรยาไปพบที่บ้านพัก โดยสั่งห้ามไม่ให้ตนตามไป เมื่อไปถึงได้ยึดโทรศัพท์มือถือและรุมล้อมข่มขู่กรรโชกทรัพย์ โดยอ้างว่าก่อนหน้านี้ได้ไปแจ้งความเท็จที่ สน.ลุมพินี กลั่นแกล้งตนและภรรยาในข้อหาบุกรุก หากต้องการให้ถอนแจ้งความ ต้องนำเงินสดมาจ่าย 800,000 บาท มิฉะนั้นจะใช้เส้นสายส่งให้ติดคุก ภรรยากลัวและไม่รู้กฎหมายไทยจึงยอมปิดบังตน

จนกระทั่งวันที่ 1 พ.ย. 2568 เวลา 12.00 น. ภรรยาได้หอบเงินสด 800,000 บาท ไปส่งมอบให้ นายกอล์ฟ หนึ่งในขบวนการที่มารับเงินที่รถยนต์ ก่อนจะนำเงินไปซุกซ่อนไว้ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่บริเวณข้าง สน.ลุมพินี อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ยอดความเสียหายรวมทั้งหมดทะลุเกือบ 1.8 ล้านบาทแล้ว

ทางด้าน นางเรณู (ผู้เสียหาย) กล่าวเปิดใจเป็นภาษาไทยสั้นๆ ว่า ตนเข้ามาอยู่เมืองไทยตั้งแต่อายุ 16 ปี ทำงานรับจ้างเป็นแม่บ้านเก็บหอมรอมริบเงินทองมาตลอด จนกระทั่งปีที่แล้วมารู้จักคนกลุ่มนี้ชักชวนไปอยู่ด้วยและช่วยขายของ ก่อนจะถูกหลอกยืมเงินและทองคำที่สะสมมา พอเกิดเรื่องเขายังไปแจ้งความจับสามีใหม่ ตนไม่อยากให้สามีเดือดร้อนและกลัวมาก จึงยอมจ่ายเงิน 8 แสนบาทไป แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไม่ถอนแจ้งความ เมื่อสามีทราบเรื่องทั้งหมดจึงพามาร้องเรียนเพื่อทวงเงินคืนในวันนี้

ขณะที่ จ่าคิงส์ แตงทิม ระบุว่า พฤติกรรมของต่างด้าวกลุ่มนี้อุกอาจมาก ทำกันเป็นขบวนการ ตั้งตัวเป็นผู้มีอิทธิพล และไม่เกรงกลัวกฎหมายไทย จึงพามาร้องกองปราบฯ เพื่อประสานไปยังผู้บังคับบัญชาการตำรวจนครบาล ให้ช่วยเร่งรัดคดีที่ สน.ลุมพินี เพื่อลากคอแก๊งต่างด้าวกลุ่มนี้มาดำเนินคดีโดยเร็ว

เบื้องต้น หลังเข้าพบพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. ได้มีการตรวจสอบเอกสารหลักฐาน และประสานไปยังพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ทันที โดยทาง สน.ลุมพินี ได้นัดหมายให้สองสามีภรรยาเข้าพบในเวลา 18.00 น. วันนี้ เพื่อเร่งดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ