วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี โฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยถึงกรณีนักท่องเที่ยวชาวจีนก่อเหตุทำลายช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมถูกเพิกถอนวีซ่าและขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าประเทศไทยตลอดชีวิต
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 14.00 น. หนุ่มชาวจีน อายุประมาณ 30 ปี เดินทางมายังด่านตรวจคนเข้าเมืองขาออก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเตรียมขึ้นเที่ยวบิน 9C7282 กลับประเทศจีน
ระหว่างใช้บริการช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ ชายชาวจีนคนดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่ระบบแนะนำ โดยนำบอร์ดดิ้งพาสไปวางบนช่องอ่านหนังสือเดินทาง ทำให้เครื่องไม่สามารถทำงานได้ และประตูบานแรกไม่เปิด
จากนั้นผู้ก่อเหตุเกิดความไม่พอใจ ใช้เท้าถีบประตูกระจกของเครื่องจนได้รับความเสียหาย ก่อนจะกลับมาลองใช้งานอีกครั้ง แต่ยังวางหนังสือเดินทางไม่ถูกต้อง ส่งผลให้ระบบไม่ทำงานอีกครั้ง เจ้าตัวจึงใช้เท้าถีบประตูกระจกซ้ำ และเดินฝ่าช่องตรวจออกไปโดยไม่ผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง เหตุการณ์ทั้งหมดถูกบันทึกไว้ในคลิปวิดีโอ
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองขาออกได้เข้าระงับเหตุและควบคุมตัวชายคนดังกล่าว แต่ผู้ก่อเหตุกลับด่าทอเจ้าหน้าที่เป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษด้วยถ้อยคำหยาบคาย พร้อมทั้งพยายามเข้าทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ภรรยาของผู้ก่อเหตุได้เข้ามาช่วยห้ามปรามไว้ได้ทัน
หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองร่วมกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
เบื้องต้นถูกแจ้งข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมต้องรับผิดชอบค่าเสียหายของช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ เป็นเงินประมาณ 450,000 บาท
นอกจากนี้ ยังถูกแจ้งข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยพนักงานสอบสวนมีกำหนดส่งฟ้องต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569
ในส่วนมาตรการด้านตรวจคนเข้าเมือง พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.คธาธร คำเที่ยง ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 เพิกถอนวีซ่าของหนุ่มชาวจีนรายนี้
และบันทึกชื่อเป็นบุคคลต้องห้ามในระบบของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือ Blacklist ฐานมีพฤติการณ์เป็นภัยต่อสังคม ส่งผลให้ถูกห้ามเดินทางเข้าประเทศไทยตลอดชีวิต
พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้ติดตามผลคดีจนถึงที่สุด และเมื่อกระบวนการทางกฎหมายเสร็จสิ้น ให้ดำเนินการผลักดันตัวกลับประเทศจีนทันที
พล.ต.ท.ภาณุมาศ ยังฝากเตือนไปยังนักท่องเที่ยวต่างชาติว่า ประเทศไทยยินดีต้อนรับผู้มาเยือนทุกคนที่ให้เกียรติคนไทยและเคารพกฎหมายของประเทศ หากมีการกระทำความผิดไม่ว่าทางอาญาหรือขัดต่อศีลธรรมอันดี ย่อมเป็นเหตุให้ถูกเพิกถอนวีซ่าและส่งกลับประเทศอย่างเด็ดขาด.