เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 11 มิ.ย. ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีที่ นางอังคณา นีละไพจิตร และนางอัญชนา หีมมิหน๊ะ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสำนักนายกรัฐมนตรี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และกองทัพบก กรณีถูกเผยแพร่ข้อมูลโจมตีผ่านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO บนสื่อออนไลน์
โดยศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่า ข้อความที่โจทก์ทั้งสองนำสืบในทำนองเดียวกันว่าข้อความ ที่ปรากฏบนเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com เป็นการใส่ร้ายป้ายสีใส่ความโจทก์ทั้งสองด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จสร้างความแตกแยกและไม่ชอบธรรมให้แก่โจทก์ทั้งสอง
มีเนื้อหาที่กล่าวถึงการทำงานของโจทก์ทั้งสองในฐานะนักสิทธิมนุษยชนว่า โจทก์ที่ 1 ตกลงรับข้อเสนอจากบุคคลที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน โจทก์ทั้งสองปกป้องแต่ผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหาที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวหา จับผิด คัดค้าน หรือไม่เห็นด้วยกับการดำเนินงานหรือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ช่วยเหลือประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ โจทก์ที่ 2 หากินบนความเดือดร้อนของผู้สูญเสียเพื่อปูทางสู่องค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะโจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนักสิทธิมนุษยชนอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้มุ่งหวังประโยชน์ส่วนตัว ไม่เคยรับข้อเสนอหรือต้องการแบ่งแยกดินแดน โจทก์ทั้งสองเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โจทก์ที่ 1 ทำงานร่วมกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน บุคคล หรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน การร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการ
แก้ปัญหาสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรรมการสิทธิมนุษยชนระหว่างปี 2558 ถึงปี 2562 ได้รับรางวัลแมกไซไซจากมูลนิธิรามอน แมกไซไซ ในปี 2562 โจทก์ที่ 2 เป็นประธานกลุ่มด้วยใจ ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของครอบครัวผู้ต้องหาคดีความมั่นคงที่รวมตัวกันเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้ต้องหา รวมไปถึงเด็กกำพร้า เด็กยากจน โจทก์ที่ 2 เคยเป็นอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจังหวัดชายแดนใต้ ระหว่างปี 2559 ถึงปี 2561 เป็นกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจังหวัดชายแดนใต้ ระหว่างเดือนเมษายน 2562 ถึงเดือนสิงหาคม 2562 และเป็นกรรมการศูนย์ประสานงานด้านเด็กและสตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2562 โดยโจทก์ที่ 1 เบิกความว่ามีผู้นำข้อความดังกล่าวไปเผยแพร่ มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำหยาบคาย คุกคามทางเพศ บุคคลในครอบครัวได้รับผลกระทบ ได้รับความอับอาย บุคคลทั่วไปเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในตัวโจทก์ที่ 1 ทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่มั่นใจในการปฏิบัติงาน เสียใจที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย
โจทก์ที่ 2 เบิกความว่าข้อความดังกล่าวส่งผลกระทบต่อโจทก์ที่ 2 และบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบุคคลในครอบครัว ผู้อ่านบทความเกิดความเกลียดชังและเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทบาทของโจทก์ที่ 2 ไม่ไว้วางใจ หวาดระแวง และหวาดกลัวโจทก์ที่ 2 เมื่อโจทก์ที่ 2 ไปพบบุคคลใด บุคคลนั้นจะรู้สึกว่าตนเองไม่ปลอดภัย เมื่อพิจารณาทางได้เสียของโจทก์ทั้งสองทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 120,000 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องตามที่โจทก์ทั้งสองขอ แต่เนื่องจากระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ใช้บังคับให้ยกเลิกอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม โดยบทบัญญัติมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยตามที่กำหนดในมาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จึงกำหนดให้โจทก์ทั้งสองคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ตามที่โจทก์ทั้งสองขอให้จำเลยที่ 1 ลบหรือนำข้อความและภาพถ่ายตามฟ้องอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองออกจากเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com ภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด ส่วนที่โจทก์ทั้งสองขอให้ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 กระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนสิทธิเสรีภาพของโจทก์ทั้งสองตามฟ้อง และให้ขอโทษโจทก์ทั้งสองในเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน ติดต่อกัน 7 วัน นั้น
เห็นว่าศาลใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหาย
ที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ทั้งสองอย่างเหมาะสมตามพฤติการณ์แห่งรูปคดีและความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 447 บัญญัติให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งให้ผู้กระทำละเมิดจัดการตามที่โจทก์ทั้งสองขอดังกล่าวหรือไม่ก็ได้ตามสมควร เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง และลบข้อความ รูปภาพ หรือบทความอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองออกจากเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com ตามที่วินิจฉัยข้างต้น ซึ่งเพียงพอที่จะแก้ไขชื่อเสียงของโจทก์ทั้งสองให้กลับคืนดีแล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการส่วนนี้ตามคำขอของโจทก์ทั้งสองอีก ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติให้บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ หรือจากการกระทำความผิดอาญาของบุคคลอื่น มีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาหรือช่วยเหลือจากรัฐ ดังนั้น รัฐบาลจึงมีหน้าที่ในการชดใช้เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ทั้งสองนั้น
เห็นว่าการที่โจทก์ทั้งสองอ้างในทำนองว่าโจทก์ทั้งสองได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2557 ก็ดี หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ก็ดี นั้น ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นโดยมีจุดประสงค์ในการที่จะควบคุมอำนาจรัฐและผดุงไว้ซึ่งสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเป็นการทั่วไป มิใช่กฎหมายที่บัญญัติกำหนดความรับผิดของบุคคลในกรณีที่มีการทำละเมิดกันไว้เป็นการเฉพาะแต่อย่างใดไม่ ซึ่งการที่จะพิจารณาว่าผู้ทำละเมิดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่เพียงใด ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบระหว่างบุคคลไว้เป็นการเฉพาะ และโจทก์ทั้งสองก็รับมาในอุทธรณ์ว่าประเทศไทยยังไม่ได้มีการตรากฎหมายกำหนดให้ผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากรัฐ หรือกำหนดให้หน่วยงานของรัฐหน่วยงานใดมีหน้าที่ในการชำระค่าเสียหายในกรณีดังกล่าว จึงไม่อาจบังคับตามคำขอของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ลบหรือนำข้อความและภาพถ่ายตามฟ้องอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองตามฟ้องออกจากเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com ภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 120,000 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 พฤศจิกายน 2563) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกา ซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ทั้งสองขอ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ทั้งสองคนละ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์แต่ละคนชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น