กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ ภายใต้ การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ., พ.ต.อ.สุรพันธ์ มั่นคงดี, พ.ต.อ.วรศักดิ์ บัณฑิต, พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น, พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ, พ.ต.อ.รัชภูมิ กุสุมาลย์ รอง ผบก.บก ปพ, พ.ต.อ.ศตวรรษ บุญมี ผกก.1 บก.ปพ., พ.ต.ท.เอกพงษ์ ผูกพันธ์, พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ ปัญญากาญจน์, พ.ต.ท.ณัฐกฤต กิ่งชัยภูมิ รอง ผกก.1 บก.ปพ, เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.จตุพร ติกแก้ว สว.กก.1 บก.ปพ., ร.ต.ต.วิฑูรย์ เกื้อสกุล รอง สว.(ป)กก.1 บก.ปพ., ส.ต.อ.กฤษฏากรณ์ แก้วศรีพจน์, ส.ต.อ.อภิวัฒน์ วิมาเณ, ส.ต.อ.ชัยวัตร ธรรมวัตร, ส.ต.ท.อภิสิทธิ์ โคตรมุงคุณ, ส.ต.ท.วาฬุพงศ์ นักร้อง, ส.ต.ท.ภาณุวัฒน์ อุทัยเลิศ ผบ.หมู่ กก.1 บก.ปพ.

ร่วมกันจับกุม นางสาวเอ (นามสมมติ) อายุ 44 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของ ศาลจังหวัดนครสวรรค์ ที่ 557/2569 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐาน "ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอม พิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเดอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง และเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยว กับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด"
สถานที่จับกุม บริเวณริมถนน หมื่นประจญ ต.ท่าพี่เลี้ยง อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี
พฤติการณ์ สืบเนื่องเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 15.00 น. มิจฉาชีพได้โทรศัพท์หาผู้เสียหายโดยอ้างว่าเป็น “บุตรเขย” แจ้งว่ามีพนักงานจากการไฟฟ้าติดต่อมาเรื่องมิเตอร์ไฟฟ้ามีปัญหา พร้อมให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อกลับ เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อโทรไปตามหมายเลขดังกล่าว มีกลุ่มคนร้ายทั้งชายและหญิงสลับกันรับสาย อ้างว่าจะมีช่างเข้ามาเปลี่ยนมิเตอร์ให้ในวันถัดไป และแจ้งว่าผู้เสียหายมีสิทธิ์ได้รับเงินประกันและเงินมัดจำคืนเป็นจำนวน 6,274.84 บาท
ต่อมาเมื่อผู้เสียหายแจ้งว่าทำรายการไม่เป็น มิจฉาชีพจึงใช้อุบายให้เรียกหลานมาช่วย โดยส่ง QR Code สำหรับเพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์ โปรไฟล์ชื่อ “ไอซ์ วทัญญา บุญพาสุข” พร้อมส่งรูปบิลค่าไฟและ QR Code ที่มีตราสัญลักษณ์ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมาให้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
จากนั้น คนร้ายได้ใช้วิธีวิดีโอคอลเพื่อสั่งการ โดยหลอกให้ผู้เสียหายเปิดแอปพลิเคชันธนาคารออมสิน สั่งให้เปลี่ยนเมนูใช้งานเป็นภาษาอังกฤษ แล้วให้สแกน QR Code พร้อมกดยืนยัน และทำการสแกนใบหน้าถึง 2 ครั้ง ด้วยความที่ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ ผู้เสียหายจึงยอมทำตามขั้นตอน ก่อนที่คนร้ายจะสั่งให้ปิดเครื่องโทรศัพท์ทันที โดยอ้างว่าอยู่ระหว่างรอระบบประมวลผล
ภายหลังปิดเครื่องไปได้สักพัก ผู้เสียหายเริ่มสงสัยจึงเปิดเครื่องเพื่อตรวจสอบเงินในบัญชี แต่ปรากฏว่าไม่สามารถเข้าใช้งานแอปพลิเคชันธนาคารออมสินได้ จึงเดินทางไปสอบถามที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อ.ตากฟ้า เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีพนักงานชื่อดังกล่าวจริง แต่ไม่ใช่บุคคลตามรูปโปรไฟล์ในไลน์ ทำให้ผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกหลอกลวง

ผู้เสียหายได้รีบโทรศัพท์แจ้งสายด่วน 1441 เพื่อขอระงับบัญชี และพยายามติดต่อคนร้ายแต่ถูกตัดสายและไม่อ่านข้อความ ก่อนเดินทางไปยังธนาคารเพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางบัญชีและกู้คืนการใช้งานแอปพลิเคชัน จนพบว่าเงินในบัญชีถูกโอนออกไปยังบัญชีต่างธนาคารรวม 2 รายการ ได้แก่: หมายเลขบัญชี ชื่อบัญชี นายธนวรรธน์ฯ และ หมายเลขบัญชี ชื่อบัญชี นางสาวกุลชญาฯ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 1,640,000 บาท หลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายได้รวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ กระทั่งพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานยื่นขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ก่อเหตุ ล่าสุด ชุดสืบสวน กก.1 กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ได้แกะรอยจนสืบทราบว่า นางสาวกุลชญาฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับ ได้หลบหนีไปกบดานอยู่ในพื้นที่ ต.ท่าพี่เลี้ยง อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี จึงนำกำลังไปวางแผนเฝ้าสังเกตการณ์ จนกระทั่งพบบุคคลที่มีตำหนิรูปพรรณตรงตามหมายจับกำลังเดินอยู่บริเวณริมถนนหมื่นประจญ ต.ท่าพี่เลี้ยง อ.เมืองสุพรรณบุรี เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวพร้อมแสดงหมายจับและ แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ
เบื้องต้น นางสาวเอ (นามสมมติ) ยอมรับว่า เป็นบุคคลตามหมายจับจริงและยังไม่เคยถูกจับกุมในคดีนี้มาก่อน เจ้าหน้าที่จึงแจ้งสิทธิ์ตามกฎหมาย พร้อมควบคุมตัวไปทำบันทึกการจับกุมที่ สภ.เมืองสุพรรณบุรี ก่อนประสานส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลติดตามตัวผู้ร่วมขบวนการที่เหลือต่อไป

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น นางสาวกุลชญาฯ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าได้รับการติดต่อจากคนรู้จัก แนะนำให้ติดต่อนายหน้าชื่อ “แพร” เพื่อนำสมุดบัญชีที่มีอยู่ไปสแกนใช้ โดยฝั่งนั้นออกค่ารถให้เดินทางไปทำสมุดบัญชีใหม่และเดินทางไปที่ จ.ปราจีนบุรี เมื่อไปถึงได้เข้าพักโรงแรมตามที่ จัดไว้ให้ ก่อนที่วันถัดมาจะมีคนมาไปที่ศูนย์อาหารแห่งหนึ่ง และเอาโทรศัพท์ สมุดบัญชี และรหัสแอปพลิเคชันธนาคารไป ต่อมาเมื่อมีเงินโอนเข้ามา ตนได้ถูกสั่งให้ไปถอนเงินสดที่ธนาคารใน จ.ปราจีนบุรี รวม 2 บัญชี ยอดแรกประมาณ 400,000 บาท และยอดที่สองประมาณ 700,000 บาท แล้วนำเงินทั้งหมดส่งมอบให้ กลุ่มคนดังกล่าว โดยตนได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินสดบัญชีละ 4,000 บาท รวมเป็นเงิน 8,000 บาท ซึ่งตน เคยเอ่ยถามแล้วว่าเป็นบัญชีม้าหรือไม่ แต่มิจฉาชีพอ้างว่าเป็นของบริษัท ไม่ต้องกังวล จนกระทั่งกลับมาบ้านแล้วพบว่าบัญชีถูกระงับ จึงเริ่มเอะใจว่าถูกหลอกและคงต้องถูกจับกุมในที่สุด