ธารน้ำใจชาวบิ๊กไบค์ แห่ช่วยสองผัวเมียพิการ หลั่งน้ำตา ยอมแพ้กับความยุติธรรมที่สิ้นหวัง

ธารน้ำใจชาวบิ๊กไบค์ แห่ช่วยสองผัวเมียพิการ หลั่งน้ำตา ยอมแพ้กับความยุติธรรมที่สิ้นหวัง

วันที่ 23 พฤษคม ที่สนามกีฬากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มบิ๊กไบด์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช นำโดย พ.ต.อ.สุขเกษม นครวิลัย รอง ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช ได้ร่วมตัวกันจัดโครงการรวมพลังสองล้อฆ่าโควิด-19 (แอ๊ด คาราบาว) เพื่อนำอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปมอบให้กับ รพ.ท่าศาลา และ รพ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช พร้อมเดินทางไปมอบถุงยังชีพและเงินให้กับผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ และชาวบ้านครอบครัวที่ยากจน ยากไร้ใน ต.ทุ่งใส อ.สิชง จ.นครศรีธรรมราช

โดยก่อนเคลื่อนขบวนกลุ่มบิ๊กไบด์ได้มอบข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องอุปโภคบริโภคและเงินสดอีกจำนวนหนึ่งให้กับ นายภมร แก้วกาบิน อายุ 51 ปี นางกันติมา แก้วกาบิน ปัจจุบันอายุ 49 ปี ซึ่งเป็นผู้พิการขาทั้งสองคน แต่ยังใจบุญกุศลรับจ้างเลี้ยงเด็กแรกคลอด 2 คนที่พ่อแม่แม่จ้างเลี้ยงแล้วทิ้งหลบหนีไปจนเด็กคนแรกอายุ 16 ปี และคนที่ 2 อายุ 7 ขวบ อย่างยากลำบาก ปัจจุบันไร้ที่อยู่อาศัยต้องมาขออาศัยอยู่กับพ่อตาแม่ยายซึ่งเป็นพ่อแม่ของนางกันติมา อในซอย 5 ชุมชนสถานีรถไฟนครศรีธรรมราช สร้างความดีใจให้กับนายภมร เป็นอย่างมาก

โดยนายอนุชิต มณีสงค์ แกนนำบิ๊กไบค์นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า โครงการ "รวมพลังสองล้อฆ่าโควิด-19"เป็นโครงการ เพื่อมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วย โควิด-19 และผู้ป่วยเฝ้าระวังโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสนับสนุนรัฐบาล และกองทัพของประเทศไทยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการ "โควิด-19" เพื่อต่อสู้ผ่านสภาวการณ์ปัจจุบันไปด้วยกัน และทราบข่าวจากสื่อมวลชนถึงความลำบากยากไร้ของนายภมร แก้วกาบิน ผู้พิการที่ยังใจบุญเลี้ยงเด็ดที่พ่อแม่ทิ้งไว้ถึง 2 คน จึงประสานศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อมอบข้าวสาร อาหารแห้ง ถุงยังชีพและเงินสดช่วยเหลือจำนวนหนึ่งดังกล่าว

นายภมร แก้วกาบิน กล่าวว่า ขอขอบคุณชาวบิ๊กไบด์ทุกคนที่เมตตาช่วยเหลือตนในครั้งนิ้ โดยตนจะรวบรวมเงินที่ได้รับบริจาคจากผู้ใจบุญไปจ่ายคาเชาบ้านที่ค้างหลายเดือนจนถูกเจ้าของบ้านปิดล็อคกุญแจไม่ให้เข้าบ้าน ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้ร้องขอความเป็นธรรมและความช่วยเหลือจากศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช กรณีที่ในอดีตตนเป็นพนักงานขับรถบรรทุก 10 ล้อของบริษัทขนส่งชื่อดังแห่งหนึ่งของจังหวัดนครศรีธรรมราช จนรถเสียหลักตกเหวได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้ง 3 คนทั้งนายภมร นางกันติมา และเด็กคนแรกที่พ่อแม่ทิ้ง ซึ่งในขณะนั้นมีอายุแค่ 3 ขวบ จนตัวเองต้องถูกตัดขากลายเป็นคนพิการพร้อมนางกันติมา ก็ขาพิการเช่นกัน แต่กลับไม่ได้รับการชวยเหลือใด ๆ จากบริษัทรวมทั้งไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม โดยตนต่อสู้เรียกร้องขอความเป็นธรรมในเองนี้มาอย่างยาวนานถึง 13 ปี และเคยเข้ายื่นถวายฎีกาขอความช่วยเหลือจากในหลวงผ่านสำนักพระราชวัง แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ

ในปัจจุบันตนและภรรยา ที่พิการรับภาระในการเลี้ยงดูเด็กที่ 2 คนที่พ่อมามาจ้างเลี้ยงแล้วทิ้งหลบหนีไป คนแรกก่อนที่ตนจะประสบอุบัติเหตุจนกลายเป็นคนพิการ เลี้ยงมาตั้งอายุ 1 เดือน จนปัจจุบันอายุ 16 ปีแล้วส่งเสียให้เรียนจบ ม.3 ส่วนคนที่ 2 เมื่อเกือบ 7 ปีก่อนหลังตนและภรรยาพิการแล้วมีพ่อแม่ของเด็กนำลูกน้องที่เพิ่งคลอดได้ 13 วันมาจ้างเลี้ยงแล้วก็ทิ้งหลบหนีหายไปเช่นกัน ปัจจุบันเด็กคนที่ 2 อายุจะ 7 ขวบแล้วยังไม่ได้สมัครเรียนที่ไหนเลย และหลังพิการตนได้ไปฝึกอาชีพคนพิการและยึดอาชีพทำเฟอร์นิเจอร์

แต่ในระหว่างที่ตนวิ่งเต้นเรื่องคดีทำให้ค้างค้างเช่าบ้านอยู่หลายเดือนจึงถูกเจ้าของบ้านปิดล็อคบ้าน เสื้อผ้า เครื่องมือช่างและเอกสารหลักฐานต่าง ๆ เกี่ยวกับคดีอยู่ในบ้านทั้งหมด รวมมั้งเอกสารตอบรับการช่วยเหลือจากสำนักพระราชวังก็อยู่ในบ้านเช่าทั้งหมด ตนและภรรยาพร้อมเด็กที่เลี้ยงไว้ 2 คนต้องมาขออยู่กับพ่อตาแม่ยาย ยึดอาชีพเก็บของเก่าขาย ซึ่งในขณะที่ทางผู้บุญได้ระดมเงินจำนวน 10,000 บาทเพื่อให้ตนนำไปจ่ายค่าเช่าบ้าน อย่างน้อยจะได้นำเครื่องมือช่างมาทำเฟอร์นิเจอร์ขายไม่ต้องตระเวนเกบขวดพลาสติกหรือของเก่าขาย

ส่วนในเรื่องคดีหลังจากทนายความยื่นฟ้องและรวบรวมรายละเอียดเรียกค่าเสียหายไปครั้งแรก 7 ล้าน และปรับลดเหลือ 3.9 ล้าน แต่ศาลพิพากษาให้เจ้ของบริษัทจ่ายค่าเสียหายให้ตนแค่ 1.5 เสนบาทเท่านั้น ซึ่งตนไม่ยอมรับและให้ทนายความยื่นอุทธรณ์ขอค่าเสียหายเพิ่ม ทางทนายเรียกเงินค่าอุทธรณ์อีก 10,000 บาท เพื่อยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน แต่ตนมาทราบภายหลังว่าทนายความไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ในเวลาที่กำหนดทำให้คดีถึงที่สุด ในขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการบังคับคดีและสืบทรัพย์ผ่านมา 2 ปีเศษยังไม่ได้รับการชดใช้แม้แต่บาทเดียว

โดยทางบริษัทขนส่งย้ายบริษัทหนีไปอยู่กรุงเทพ ตนทั้ง 4 ชีวิตได้รับความเดือดร้อนลำบากอย่างแสนสาหัส ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษา ถึงวันนี้ได้แค่ 1.5 แสนก็ยอมรับแล้ว เพราะที่ผ่านมาได้พยายามทุกวิธีทางในการวิ่งเต้นเรียกร้องขอความเป็นธรรมผ่านหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและองค์กรการกุศล แม้แต่กระทรวงยุติธรรมก็เงียบหายทั้งหมด ตนจึงขอยอมแพ้ สำหรับผู้ใจบุญที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือครอบครัวนี้ติดต่อศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช โทร. 081-6761299

เรียบเรียงโดย ไพรวัลย์ อุบลกาญจน์ ผู้สื่อข่าวสยามนิวส์ จ.นครศรีธรรมราช

lazada

:: ร่วมแสดงความคิดเห็นกับสิ่งนี้

:: เนื้อหาข่าวที่น่าสนใจ