ครูบัญชีอาสา จากหนี้สินท่วม เดินตามแนวพ่อหลวง ร. 9 เอาดีด้านทำเกษตรพอเพียง ใช้พื้นที่ ไม่ถึงไร่ ปลดหนี้หายจน

ครูบัญชีอาสา จากหนี้สินท่วม เดินตามแนวพ่อหลวง ร. 9 เอาดีด้านทำเกษตรพอเพียง ใช้พื้นที่ ไม่ถึงไร่ ปลดหนี้หายจน

เรื่องราวเกษตรวันนี้ ทีมงานสยามนิวส์จะพาไปพบกับ คุณขนิษฐา มะโนสมบัติ หรือครูรุ่ง อายุ 43 ปี ครูบัญชีดีเด่น รองชนะเลิศอันดับ 2 ประจำปี 2558 จากจังหวัดเชียงราย นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีของครูบัญชีที่น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้แก้ไขปัญหาในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ โดยนำระบบบัญชีมาใช้เป็นเครื่องมือให้เข้าถึงแก่นแท้ของความพอเพียง และวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชีบริหารจัดการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ บนพื้นที่พักอาศัยจำนวน 53 ตารางวา ผลิตอาหารปลอดภัยที่มั่นคงในครัวเรือนและขยายผลเป็นแนวทางในการสร้างแหล่งอาหารปลอดภัยของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จนเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม

ครูรุ่ง เล่าถึงความเป็นมาก่อนจะมาเป็นครูบัญชีอาสาว่า เริ่มจากการเป็นแม่บ้านที่ต้องเลี้ยงลูกตามลำพังถึง 3 คน โดยอาศัยรายได้จากสามีที่ทำงานส่งมาให้จากต่างประเทศ มาใช้จ่ายจุนเจือครอบครัว แต่เพราะไม่เคยวางแผนบริหารจัดการทางการเงิน ประกอบกับการใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือย ติดการพนัน ทำให้มีเงินไม่เพียงพอ เลี้ยงดูครอบครัว ต้องไปยืมเงินจากชาวบ้าน จนไม่มีใครยอมรับ ขาดที่พึ่ง และเริ่มเจ็บป่วยสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง เครียด มีอาการซึมเศร้า จนต้องเข้ารับการรักษาตัวจากหมอจิตเวช

ในช่วงวิกฤตของชีวิตนี้ ครูรุ่งได้มีโอกาสเข้าศึกษาดูงานที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของครูบุญเป็ง จันต๊ะภา ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้มีภูมิรู้ด้านเกษตรพอเพียงและการทำเกษตรผสมผสาน ซึ่งยังเป็นอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี ของสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์เชียงรายอีกด้วย ซึ่งในศูนย์เรียนรู้ฯ นี้ ทำให้ครูรุ่งได้เรียนรู้การนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตโดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและรู้จักการจดบันทึกบัญชี เพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนการใช้จ่ายเงินในครอบครัวและในการประกอบอาชีพ

หลังจดบันทึกบัญชีได้ 3 เดือน ครูรุ่งได้วิเคราะห์ถึงรายจ่ายในครอบครัว ซึ่งส่วนใหญ่คือ ค่ากับข้าว และค่าใช้จ่ายสิ่งของฟุ่มเฟือย จึงเกิดแรงบันดาลใจในการน้อมนำพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้พลิกชีวิต โดยใช้การ  ลงมือสร้างพื้นที่การเกษตรในบริเวณบ้านที่มีเพียง 53 ตารางวา ของตนเอง ให้เป็นตลาดริมรั้ว ครัวริมบ้าน ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ทั้งไก่ เป็ด หมู ปลา และกบ โดยผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองจากวัสดุเหลือใช้จากธรรมชาติ คือ การนำดิน แกลบ ที่อยู่ในคอกหมู เล้าไก่ มาทำเป็นปุ๋ย อีกทั้งสร้างบ่อกำจัดวัชพืชและเศษอาหารภายในบ้าน ทำให้ปราศจากมลภาวะซึ่งทำลายสิ่งแวดล้อม จากคนที่ไม่เคยทำงานและล้มเหลวในชีวิต ก็มีความสุขจากการทำงานในพื้นที่การเกษตรของตนเอง มีผลผลิตที่ได้จากพืชที่ปลูกและสัตว์ที่เลี้ยงไว้ ซึ่งผลผลิตที่ได้ก็นำไปเป็นวัตถุดิบปรุงอาหารในครัวเรือน เปรียบเสมือนเป็น “ตู้เย็น” ของครอบครัว ที่สามารถนำไปใช้ได้ ไม่ต้องเสียเงินซื้อ อีกทั้ง ยังแบ่งปันผลผลิตนี้ให้กับคนในชุมชนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เป็น“ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีชีวิต”ที่พร้อมเปิดต้อนรับผู้ที่มาเยือนอยู่เสมอ เมื่อเหลือจากรับประทานเองและแบ่งปันให้คนในชุมชนแล้ว จึงค่อยนำไปจำหน่าย สร้างรายได้ให้กับครอบครัว ทำให้มีเงินเก็บออมมากขึ้นด้วย

ในปี 2552 ครูรุ่ง ได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาภูมิปัญญาทางบัญชีสู่ต้นทุนอาชีพของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และได้สมัครเป็นอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) เพราะเห็นความสำคัญของการจดบันทึกบัญชีทั้งบัญชี รับ–จ่าย ในครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้การทำบัญชีและการดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้กับผู้ที่มาศึกษาดูงานที่พื้นที่การเกษตรในบริเวณบ้าน ที่ได้ถูกพัฒนาให้เป็น“ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอ”แหล่งศึกษาดูงานขนาดย่อม ที่พร้อมเปิดต้อนรับผู้ที่สนใจมาเรียนรู้วิถีการทำการเกษตรแบบพอเพียง และการทำบัญชีรับ-จ่าย ในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพ เพื่อใช้วิเคราะห์วางแผน การใช้จ่ายเงินในครัวเรือนและในการประกอบอาชีพ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ปลดหนี้ มีเงินออม

ปัจจุบัน ครูรุ่ง มีผลงานส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ มีบทบาทหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครอง ฟื้นฟูการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งครูรุ่งได้บอกว่า การจดบันทึกบัญชีเปรียบเสมือนเส้นทางเศรษฐี ที่จะทำให้ชีวิตของคนที่ทำจริง ปฏิบัติจริง มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งหากเราปรับเปลี่ยน ชีวิตก็สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้

“จากชีวิตล้มเหลวที่ไม่มีใครยอมรับ ขาดที่พึ่ง เราก็หันมามองตัวเอง เริ่มต้นทำทุกสิ่งที่ในหลวงสอน มาปรับใช้กับชีวิต ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ครอบครัวมีความมั่นคงทางอาหาร มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ มีรายได้และมีเงินเหลือเก็บออม เศรษฐกิจในครัวเรือนก็ดีขึ้น

ถ้าคุณอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นในการประกอบอาชีพต่างๆ แต่หากไม่มีบัญชีมาเป็นตัวชี้นำ ชี้วัดแล้ว ก็หาความสำเร็จได้ยากมาก เพราะเราจะไม่รู้ที่มาที่ไป แต่สำหรับดิฉันได้รู้อย่างถ่องแท้แล้วว่า การทำบัญชีมีประโยชน์มากแค่ไหน

สำคัญที่สุดคือ ครอบครัวได้แม่คนใหม่ที่มีคุณภาพ เป็นแบบอย่างให้กับลูกๆ ได้ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการทำบัญชี และการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ฉะนั้น ถ้าทุกคนเข้าใจและนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ประเทศชาติจะมั่นคงและยั่งยืนแน่นอน” คุณขนิษฐา กล่าว

ที่มา sentangsedtee.com

ไม่พลาดทุกข่าวสาร รู้ลึก รู้จริงก่อนใคร ติดตามข่าวสารผ่านช่องทางไลน์ แอดมาเป็นเพื่อนกับเราได้ที่นี่

:: ร่วมแสดงความคิดเห็นกับสิ่งนี้

:: เนื้อหาข่าวที่น่าสนใจ