เปิดใจทั้งน้ำตา! สาวคนขับสวิฟต์แดง ขอชี้แจง ไร้เจตนาขวางรถฉุกเฉิน เครียดโดนโจมตีหนัก วอนฟังเหตุผลก่อน!

เปิดใจทั้งน้ำตา! สาวคนขับสวิฟต์แดง ขอชี้แจง ไร้เจตนาขวางรถฉุกเฉิน เครียดโดนโจมตีหนัก วอนฟังเหตุผลก่อน!

จากกรณีคลิปที่เผยแพร่บนโลกโซเชียล ที่มีรถพยาบาลขับรถตามหลังรถยนต์ ซูซูกิ สวิฟต์ สีแดง โดยในรถมีผู้ป่วยที่อยู่ในขั้นวิกฤติ แต่ทางรถยนต์ไม่หลบทางให้ ซึ่งผู้ป่วยในรถพยาบาลคันดังกล่าวได้เสียชีวิตในช่วงค่ำของวันเดียวกัน ล่าสุด วันที่ 9 เม.ย. 61 “รายการต่างคนต่างคิด” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์อมรินทร์ทีวี ช่อง 34 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.50 น. ได้เชิญ นายสมบูรณ์ เกิดทรัพย์ คนขับรถพยาบาล, นายจิรากร แซ่ตั้ง เจ้าหน้าที่ประจำรถพยาบาล, นางสายใจ แรมครบุรี ลูกสาวของผู้เสียชีวิต และ นายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความ ร่วมพูดคุยในประเด็นดังกล่าว

โดยนายภาณุวัฒน์ ศรีเจริญ หรือ เอ้ แฟนคนขับรถยนต์รถซูซูกิสวิฟท์ สีแดง เปิดเผยว่า ขณะที่แฟนสาวของตนกำลังขับรถ ช่วงทางลงสะพานตรงถนนมิตรภาพในเขต จ.สระบุรี ตนเองก็กำลังหลับอยู่ จากนั้นแฟนก็สะกิดเรียกให้ตนตื่น ตนก็ได้ยินเสียงสัญญาณของรถฉุกเฉินแล้วเห็นว่ารถฉุกเฉินพยายามขับจี้ ตนก็มองดูบนถนนว่ารถฝั่งซ้ายของตนยังเข้าไม่ได้ และทางขวาก็ยังมีรถอยู่ พอถึงระยะหนึ่งเห็นว่าเลนซ้ายเริ่มโล่ง ตนจึงเปิดกระจกเพื่อยกมือโบกให้คนขับรถฉุกเฉินออกทางซ้ายไป แต่ตนไม่กล้ายื่นมือออกไปมากนัก จึงกลายเป็นภาพที่ตนนำข้อศอกเท้ากับกระจกไว้

พอรถคันดังกล่าววิ่งผ่านไป ตนจึงทราบว่าเป็นรถของบริษัทหนึ่งที่ตนก็รู้จัก ซึ่งหากลองสังเกตดูจะเห็นว่ารถคันนี้พยายามจะจี้ตูดรถของตน และหากฟังเสียงในรถพยาบาลคันดังกล่าว กลับมีเสียงอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมเพื่อความแรงของรถ ซึ่งหากสังเกตจะพบว่ารถคันนี้มีการใช้ความเร็วของรถเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดด้วย

นายภาณุวัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนทำงานอยู่ในวงการเดียวกัน ไม่มีความจำเป็นเลยที่ตนจะต้องกีดขวางรถพยาบาล ซึ่งในระหว่าง 1 นาทีที่คลิปปรากฏนั้น แฟนของตนที่เป็นคนขับก็ไม่ชินเส้นทาง ประกอบกับคนขับรถพยาบาลหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกภาพตนไว้ ตนอยากถามกลับว่า ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกอะไร ระหว่างขับรถออกเลนซ้ายเพื่อรีบไปส่งต่อคนไข้ กับหยิบโทรศัพท์มาถ่ายคลิป ซึ่งตนอยากให้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า คนขับรถฉุกเฉินต้องขับด้วยความเร่งรีบ แต่กลับขับรถมือเดียว แล้วอีกมือถือโทรศัพท์ไว้ แบบนี้ปลอดภัยหรือไม่

ส่วนกรณีที่รถคู่กรณีไม่กล้าเบี่ยงเลน เพราะเกรงว่าผู้ป่วยจะตกเตียงจริงหรือไม่ นายภาณุวัฒน์ ระบุว่า หากมีการบอกว่ากลัวผู้ป่วยตกเตียง แปลว่าอุปกรณ์ภายในรถนั้นไม่ได้มาตรฐาน เพราะเตียงภายในรถพยาบาลย่อมมีตัวกั้น หากเบี่ยงรถออกไปแล้วผู้ป่วยจะตกเตียงย่อมฟังไม่ขึ้น ส่วนตัวมองว่า เขาน่าจะจงใจที่จะโจมตีตน เพราะตนเคยเป็นเพื่อนกับเจ้าของบริษัทนี้มาก่อน แล้วมีปัญหาส่วนตัวกันในภายหลัง จึงไม่ยุ่งเกี่ยวกัน ตนไม่ทราบว่าก่อนที่เขาจะตัดสินใจลงคลิป มีการปรึกษากันมาก่อนหรือเปล่า นายภานุวัฒน์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว

สิ่งที่ตนอยากจะขอโทษกับสังคม เพราะตนได้ใช้คำพูดในเฟซบุ๊กรุนแรงเหมือนกับการใช้อารมณ์อาฆาต แต่ยอมรับว่า คนในรถเป็นครอบครัวและแฟนของตน ตนเพียงอยากออกมาปกป้องคนในครอบครัว ซึ่งหลังจากนั้น ก็มีคนมาขุดคุ้ยว่าตนทำงานเกี่ยวกับรถฉุกเฉินเช่นเดียวกัน ซึ่งตนอยากบอกว่า ไม่ใช่ฝ่ายตนไม่ให้ทาง แต่แฟนตนไม่สามารถเบี่ยงรถไปได้จริงๆ เพราะด้านซ้ายตนก็เป็นรถบรรทุก สลับกับรถจักรยานยนต์ ด้านหน้าก็ไม่หลบให้ ไปทางขวาก็ไม่ได้ติดเกาะกลางถนน แล้วแฟนตนจะทำอย่างไร สิ่งที่โพสต์ลงไปในเฟซบุ๊ก ตนก็อยากจะชี้แจง ทำไมคู่กรณีถึงขับมาจี้รถแฟนตน หากคนขับเป็นคนอื่น แล้วตกใจจากการถูกขับจี้หรือเสียงสัญญาณจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุตามมาจะทำอย่างไร เพราะรถคันดังกล่าวก็ไม่ได้เปิดเสียงสัญญาณมาก่อนด้วย เพิ่งจะมาเปิดในตอนหลัง

นอกจากนี้ ตนทราบว่า รถคันดังกล่าวต้องการนำผู้ป่วยกลับไปยังภูมิลำเนา เพราะผู้ป่วยอยู่ในขั้นวิกฤติแล้ว ตนขอแสดงความเสียใจกับทางครอบครัวด้วย ตนและแฟนไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ตนทราบดีว่า 1 นาที สำคัญกับชีวิตทุกคน แต่ 1 นาทีตรงนั้น ตนและแฟนไม่สามารถขับไปได้ ตนทำงานบนรถพยาบาลไม่เคยขับไปจี้ใครขนาดนี้ ถ้าเขาไม่หลบทางเรา หรือคนขับรถฉุกเฉินจะต้องหลบหรือแซงไปให้ได้เอง ส่วนกรณีที่คนขับรถอ้างว่า ผู้ป่วยอยู่ในอาการหนักและออกซิเจนกำลังหมด ซึ่งบนรถไม่มีแพทย์หรือพยาบาลอยู่ด้วยเลยนั้น ตนขอให้ติดตามเรื่องนี้ด้วย

สำหรับกรณีที่มีคนเข้ามาต่อว่าตนผ่านเฟซบุ๊ก ตนไม่ได้รู้สึกโกรธ บางคนตนได้อธิบายไปทางแชทบ้างแล้ว แต่คนที่ไม่เข้าใจตนก็มี ด่าต่อว่าถึงบุพการีและขุดคุ้ยประวัติการทำงานของตน รวมถึงรบกวนเฟซบุ๊ก อีเมลล์ เบอร์โทรศัพท์ของตนด้วย ซึ่งจะมีการดำเนินการฟ้องหรือไม่ ตนยังไม่ขอตอบ เพราะต้องปรึกษาหลายฝ่าย ส่วนคู่กรณีที่ทำให้ตนและครอบครัวเดือดร้อน ก็คิดว่าจะต้องดำเนินการด้วย น.ส.จิราพร จุ้ยเสงี่ยม หรือ แก้ว คนขับรถและเป็นเจ้าของรถซูซูกิสวิฟท์ สีแดง

นายภาณุวัฒน์ ศรีเจริญ หรือ เอ้

ด้าน นางสาวจิราพร จุ้ยเสงี่ยม หรือ แก้ว คนขับรถยนต์และเป็นเจ้าของรถซูซูกิสวิฟท์ สีแดง กล่าวว่า วันนั้นเป็นวันแรกที่ตนขับรถออกต่างจังหวัดในเส้นอีสาน ตนจึงรู้สึกตื่นเต้นเพราะรถบรรทุกเยอะและเกิดอุบัติเหตุบ่อย พอช่วงจุดเกิดเหตุ ตนก็ไม่ได้มองกระจกหลัง แฟนและลูกชายตนที่นั่งมาด้วยก็หลับทั้งคู่ ตนก็ได้ยินเสียงรถข้างหลังเป็นเสียงสัญญาณฉุกเฉิน และขับมาจ่อท้ายรถตน ซึ่งเลนข้างๆ ก็มีรถบรรทุกขนาดใหญ่ และรถแก๊ส ตนจึงพยายามขับอยู่ที่เลนของตัวเอง เพราะตนไปไม่เป็น ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ตนจึงรีบปลุกแฟนที่นั่งข้างๆ ให้มาช่วยดูทาง

ซึ่งตนก็อยู่ในวงการรถพยาบาลเช่นเดียวกัน สัญชาตญาณของคนขับที่มาด้วยความเร็ว ต้องหาเลนทางที่ไปได้ พอถึงจังหวะที่รถข้างหน้าตนเป็นรถสีเทา-ดำ ส่วนอีกข้างเป็นรถสิบแปดล้อ ตนก็ยังไม่กล้าขับเบี่ยงเลนออก พอแฟนตนตื่นขึ้นมา ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่รถคันดังกล่าวออกเลนซ้ายได้ แฟนตนจึงเปิดกระจกเพื่อโบกให้รถคันดังกล่าวไป ขณะนั้นตนก็เห็นว่าคนขับหยิบโทรศัพท์มาบันทึกภาพ แต่พอคู่กรณีขับมาชิดข้างกับรถตน คนขับรถพยาบาลก็นำโทรศัพท์ลงทันที ภาพที่ปรากฏในโลกออนไลน์จึงไม่ทันเห็นว่าแฟนตนได้โบกมือให้ทาง แล้วคู่กรณีก็รีบขับออกไปทันที

นางสาวจิราพร จุ้ยเสงี่ยม หรือ แก้ว คนขับรถยนต์และเป็นเจ้าของรถซูซูกิสวิฟท์ สีแดง

ทั้งนี้ ตนยอมรับว่าตกใจที่เห็นว่าตัวเองกลายเป็นข่าว ตนเองไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่หลบทางให้รถฉุกเฉิน ตนทำงานตรงนี้จนถึงปัจจุบัน ตนอยู่กับคนไข้ตลอด ตนไม่ได้มีนิสัยแบบนั้น ตนพยายามจะหลบแต่ตนไปไม่ได้ อีกทั้ง ตนเข้าใจว่าสัญชาตญาณคนขับรถฉุกเฉินต้องหาทางไป ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าทำไมจึงมาจี้ตูดรถตนแบบนั้น น.ส.จิราพร ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว

คุณแก้ว กล่าวทั้งน้ำตาว่า เรื่องที่เขาตั้งใจโจมตีตนหรือไม่นั้น ตนเห็นจากข่าวก็สงสัยเหมือนกัน ว่าทำแบบนี้ทำไม ตนโดนด่าเยอะมาก ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องด่าตนเยอะขนาดนี้ ทำไมต้องมาตัดสินตนด้วยคลิปสั้นๆ ไม่กี่นาที บนรถก็มีลูกชายตนอยู่ด้วย แต่ตนไม่อยากเอามาเกี่ยว เพราะตอนนี้คนรอบข้างก็โดนต่อว่า ตนรู้สึกเจ็บและแย่มากไม่คิดว่าตัวเองจะมาเจอเหตุการณ์แบบนี้

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่าวันนี้คนที่ปล่อยข่าวหรือโจมตีตนมาเจอเหตุการณ์แบบเดียวกันจะรู้สึกอย่างไร ตนเป็นคนที่รักองค์กรที่ทำงานมาก แต่พอโดนขุดคุ้ยก็รู้สึกว่าเรากลายเป็นคนที่ทำให้องค์กรเสื่อมเสีย ยอมรับว่ากลัวจะถูกไล่ออก เพราะกระแสสังคมหนักมาก แต่ก็ขอให้เป็นดุลยพินิจของผู้ใหญ่ วันนี้ที่ตนได้พูดกับสังคม ไม่ได้อยากจะมาแก้ตัว แต่อยากขอความเมตตาจากสังคมด้วย ตอนนี้ตนก็โดนกดดันจนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน

ไม่พลาดทุกข่าวสาร รู้ลึก รู้จริงก่อนใคร ติดตามข่าวสารผ่านช่องทางไลน์ แอดมาเป็นเพื่อนกับเราได้ที่นี่

:: ร่วมแสดงความคิดเห็นกับสิ่งนี้

:: เนื้อหาข่าวที่น่าสนใจ